Lean Six Sigma คืออะไร

Lean Six Sigma (LSS) คือระเบียบวิธีปรับปรุงกระบวนการที่หลอมรวมแนวคิดสองสายเข้าด้วยกัน สายแรกคือ Lean ที่มุ่งกำจัดความสูญเปล่าและย่นระยะเวลานำให้สั้นที่สุด สายที่สองคือ Six Sigma ที่มุ่งลดความแปรปรวนจนของเสียเหลือระดับหลักส่วนในล้าน ทั้งสองมีจุดร่วมเดียวกันคือทำให้ลูกค้าได้ของที่ถูกต้องตรงเวลาในต้นทุนต่ำที่สุด แต่โจมตีปัญหาคนละมุม

สิ่งที่ทำให้ Lean Six Sigma ต่างจากโครงการปรับปรุงทั่วไปไม่ใช่เครื่องมือ เพราะเครื่องมือส่วนใหญ่มีมาก่อนแล้วและหลายตัวใช้ร่วมกับ TPM 8 เสาหลัก ได้ทันที สิ่งที่ต่างจริงคือ โครงสร้างคน — ระบบเข็มขัด (Belt System) ที่กำหนดชัดว่าใครได้รับการฝึกกี่ชั่วโมง ทำโปรเจกต์ขนาดไหนได้ และใช้เวลากี่เปอร์เซ็นต์กับงานปรับปรุง องค์กรจำนวนมากมีเครื่องมือครบแต่ไม่มีคนที่ "มีเวลา" และ "มีอำนาจ" ทำ โปรแกรมจึงตายก่อนถึงปีที่สอง

Lean กับ Six Sigma ต่างกันอย่างไร

ตอบสั้นที่สุดคือ Lean ทำให้ของไหลเร็วขึ้น Six Sigma ทำให้ของออกมาเหมือนกันทุกชิ้น ปัญหาคนละชนิดจึงใช้คนละชุดเครื่องมือ

Lean มองกระบวนการเป็น "สายน้ำ" แล้วถามว่าน้ำติดขัดตรงไหน ของกองรออยู่ตรงไหน แนวคิดหลักคือความสูญเปล่า 8 ประการ ซึ่งอธิบายไว้ละเอียดใน Lean Manufacturing คืออะไร และโครงสร้างบ้านสองเสาใน Toyota Production System เครื่องมือของ Lean จึงเป็นเครื่องมือที่ "มองเห็นได้" เช่น Value Stream Map, SMED, Heijunka, Andon, 5ส และ Visual Management

Six Sigma มองกระบวนการเป็น "สมการ" Y = f(X) คือผลลัพธ์ที่ลูกค้าเห็น (Y) เป็นฟังก์ชันของตัวแปรต้นทาง (X) หลายตัว หน้าที่ของทีมคือหาว่า X ตัวไหนคือตัวจริงที่ทำให้ Y แกว่ง แล้วคุมมันไว้ เครื่องมือจึงเป็นสถิติ ตั้งแต่ Measurement System Analysis, Capability Study ไปจนถึง Regression และ Design of Experiments

ประเด็นLeanSix Sigma
ศัตรูหลักความสูญเปล่า (Muda) และเวลารอความแปรปรวน (Variation) และของเสีย
คำถามตั้งต้นงานนี้ลูกค้ายอมจ่ายไหม ถ้าไม่ ตัดทิ้งได้ไหมทำไมผลลัพธ์ถึงไม่เท่ากันทุกครั้ง
ตัวชี้วัดที่ชอบLead Time, WIP, Cycle Time, Takt TimeDPMO, Cpk/Ppk, Sigma Level, ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน
ฐานความรู้การไหลของงาน ผังโรงงาน การจัดสมดุลสายการผลิตสถิติเชิงอนุมาน การออกแบบการทดลอง
ความเร็วในการเห็นผลเร็ว บางกิจกรรมเห็นผลใน 3-5 วันช้ากว่า ปกติ 3-6 เดือนต่อโปรเจกต์
รูปแบบกิจกรรมKaizen Event, Workshop หน้างานโปรเจกต์ DMAIC ที่มีเกตอนุมัติแต่ละเฟส
ต้องใช้ข้อมูลมากไหมน้อย เดินดูหน้างานก็เริ่มได้มาก และต้องพิสูจน์ว่าระบบวัดเชื่อถือได้ก่อน
จุดอ่อนเมื่อใช้เดี่ยวลดเวลาได้แต่ของเสียยังแกว่ง ทำให้ Flow พังซ้ำคุมคุณภาพได้แต่กระบวนการยังยาวและช้า

ทำไมต้องรวมสองสายเข้าด้วยกัน

เหตุผลเชิงปฏิบัติมีสามข้อ

  1. Lean เพียว ๆ พังเมื่อคุณภาพแกว่ง — ทันทีที่สต็อกกันชนหายไป ความแปรปรวนของสถานีต้นทางจะถูกส่งต่อไปปลายทางทันที ถ้าอัตราของเสียยังกระโดดขึ้นลง การผลิตแบบไหลต่อเนื่องจะสะดุดตลอดเวลา
  2. Six Sigma เพียว ๆ แก้ปัญหาผิดจุด — เอาสถิติหนัก ๆ ไปวิเคราะห์งานที่ไม่ควรมีตั้งแต่แรก ก็ได้แค่ทำงานสูญเปล่าให้แม่นยำขึ้น หลักที่ถูกคือตัดงานที่ไม่จำเป็นด้วย Lean ก่อน แล้วค่อยใช้ Six Sigma กับงานที่เหลือ
  3. ผู้บริหารต้องการตัวเลขทางการเงิน — Six Sigma บังคับให้ทุกโปรเจกต์มีผลประหยัดที่ฝ่ายบัญชีรับรอง ทำให้กิจกรรมหน้างานพูดภาษาเดียวกับงบการเงิน ซึ่งเป็นหลักการเดียวกับ Cost Deployment ใน TPM

สรุปคือใช้ Lean กำหนดว่าจะปรับตรงไหน และใช้ Six Sigma กำหนดว่าปรับอย่างไรให้ยั่งยืนและพิสูจน์ได้

DMAIC — โครงกระดูกของทุกโปรเจกต์ Lean Six Sigma

DMAIC ย่อมาจาก Define – Measure – Analyze – Improve – Control เป็นลำดับที่ห้ามข้าม เพราะแต่ละเฟสสร้างวัตถุดิบให้เฟสถัดไป ความผิดพลาดที่พบบ่อยที่สุดคือทีมกระโดดจาก Define ไป Improve เพราะ "รู้อยู่แล้วว่าปัญหาคืออะไร" ผลคือแก้ตามความเชื่อ แล้วปัญหากลับมาภายในสามเดือน

เฟสคำถามหลักสิ่งส่งมอบที่ต้องมีเครื่องมือหลักระยะเวลาทั่วไป
Defineปัญหาคืออะไร ใหญ่แค่ไหน ใครเดือดร้อนProject Charter, SIPOC, VOC/CTQ, ขอบเขตงาน, ทีมSIPOC, CTQ Tree, Kano Model, Stakeholder Map2-3 สัปดาห์
Measureวันนี้กระบวนการทำได้แค่ไหนจริง ๆแผนเก็บข้อมูล, ผล MSA, Baseline Sigma/Cpk, Process MapMSA/Gage R&R, Check Sheet, Capability Study, VSM3-5 สัปดาห์
Analyzeอะไรคือรากสาเหตุที่พิสูจน์ได้รายการสาเหตุที่ยืนยันแล้ว พร้อมหลักฐานเชิงสถิติFishbone, Why-Why Analysis, Pareto, Hypothesis Test, Regression4-6 สัปดาห์
Improveทางแก้ไหนได้ผลจริงและคุ้มทางเลือกที่ทดลองแล้ว, ผล Pilot, แผนติดตั้งจริงDOE, Poka-Yoke, SMED, FMEA, Pilot Run4-8 สัปดาห์
Controlจะไม่ให้ปัญหากลับมาได้อย่างไรControl Plan, มาตรฐานงานใหม่, แผนภูมิควบคุม, ผลรับรองการเงินSPC, Control Plan, Standard Work, Audit, OPL4-6 สัปดาห์

Define — นิยามปัญหาให้แคบพอที่จะแก้ได้

หัวใจของ Define คือ Project Charter เอกสารหนึ่งหน้าที่ระบุปัญหา ขอบเขต เป้าหมายเชิงตัวเลข ผลประโยชน์ทางการเงิน ทีมงาน และกำหนดเวลา ประโยคปัญหาที่ดีต้องไม่มีสาเหตุและไม่มีทางแก้อยู่ในตัวมันเอง เช่น "อัตราของเสียกระบวนการเชื่อมสาย A เฉลี่ย 4.2% ตั้งแต่ ม.ค.–มิ.ย. คิดเป็นความสูญเสีย 3.1 ล้านบาทต่อปี" ไม่ใช่ "พนักงานเชื่อมไม่ระวังทำให้ของเสียเยอะ" หลักการนิยามปัญหาให้ถูกอธิบายไว้ครบใน "ปัญหา" คืออะไร

เครื่องมือ SIPOC ใช้วาดกระบวนการระดับบนไม่เกิน 5-7 กล่องเพื่อให้ทุกคนเห็นขอบเขตตรงกัน ส่วนเสียงลูกค้าถูกแปลงเป็น CTQ ซึ่งคือคุณลักษณะที่วัดได้พร้อมค่าเป้าหมายและพิกัดความคลาดเคลื่อน กฎที่ควรยึดคือ โปรเจกต์ที่ดีต้องจบภายใน 4-6 เดือน ถ้าประเมินแล้วเกินหนึ่งปี แปลว่าขอบเขตกว้างเกินไป ให้ซอยเป็นโปรเจกต์ย่อย

Measure — พิสูจน์ก่อนว่าข้อมูลเชื่อถือได้

ขั้นที่ถูกข้ามบ่อยที่สุดคือ MSA หรือ Gage R&R ซึ่งตรวจว่าเครื่องมือวัดและคนวัดให้ค่าตรงกันแค่ไหน ถ้าความแปรปรวนที่มาจากระบบวัดเกิน 30% ของความแปรปรวนทั้งหมด ข้อมูลทุกชิ้นหลังจากนั้นเชื่อไม่ได้เลย มีโปรเจกต์จำนวนไม่น้อยที่จบตั้งแต่เฟสนี้ เพราะเมื่อแก้ระบบวัดให้ถูก ของเสียก็ลดทันทีโดยไม่ต้องทำอะไรกับกระบวนการ

ผลลัพธ์ของเฟสนี้คือ Baseline ที่ทุกคนยอมรับ ทั้งอัตราของเสีย Cpk และเวลานำ ถ้าเป็นงานเครื่องจักร ให้ดึง OEE และ MTBF/MTTR ที่มีอยู่แล้วมาใช้เป็นฐาน แทนที่จะสร้างระบบเก็บข้อมูลใหม่

Analyze — แยกสาเหตุที่ "สงสัย" ออกจากสาเหตุที่ "พิสูจน์แล้ว"

เฟสนี้แบ่งเป็นสองจังหวะ จังหวะแรกคือระดมสาเหตุที่เป็นไปได้ด้วย Fishbone และ 4M Analysis จังหวะที่สองคือคัดกรองด้วยข้อมูล ใช้ Pareto ตัดตัวเล็ก ใช้ Hypothesis Test หรือ Regression ยืนยันตัวใหญ่ ถ้าเป็นปัญหาเชิงกลไกที่เรื้อรังมานาน เครื่องมือที่ตรงกว่าคือ P-M Analysis ส่วนความล้มเหลวเชิงระบบที่มีหลายเงื่อนไขพร้อมกันใช้ FTA ได้ดีกว่าแผนภูมิก้างปลา เกณฑ์จบเฟสที่ Champion ควรบังคับคือทุกสาเหตุที่จะนำไปแก้ต่อ ต้องมีหลักฐานอย่างน้อยหนึ่งชิ้นที่ไม่ใช่ความเห็นของทีม

Improve — ทดลองก่อน ติดตั้งทีหลัง

ข้อผิดพลาดคลาสสิกคือเปลี่ยนหลายอย่างพร้อมกันแล้วบอกไม่ได้ว่าอะไรได้ผล วิธีที่ถูกคือใช้ DOE เมื่อมีตัวแปรหลายตัวที่มีปฏิสัมพันธ์กัน ทางแก้ที่ดีที่สุดคือทางที่ไม่ต้องพึ่งความระมัดระวังของคน คือ Poka-Yoke หรือกลไกที่ทำผิดไม่ได้ตั้งแต่ต้น รองลงมาคือระบบที่หยุดเองเมื่อผิดปกติตามแนวคิด Jidoka ทางแก้ที่แย่ที่สุดคือ "อบรมย้ำเตือน" เพราะจะหมดอายุภายในหกสัปดาห์

ก่อนติดตั้งจริงต้องประเมินความเสี่ยงของทางแก้ด้วย FMEA เพราะการแก้ปัญหาหนึ่งมักสร้างโหมดความล้มเหลวใหม่ที่ปลายทาง หากเป็นกลไกต้นทุนต่ำที่ไม่ใช้ไฟฟ้า ให้ดู Karakuri Kaizen ซึ่งมักถูกกว่าและพังยากกว่าโซลูชันอัตโนมัติราคาแพง

Control — เฟสที่ตัดสินว่าโปรเจกต์นี้จริงหรือปลอม

ผลประหยัดไม่ได้เกิดตอน Improve แต่เกิดตอน Control ที่มาตรฐานใหม่ถูกยึดไว้ได้ สิ่งส่งมอบที่ขาดไม่ได้คือ Control Plan ระบุว่าตัวแปรไหนต้องคุม วัดด้วยอะไร ความถี่เท่าไร ใครรับผิดชอบ และถ้าหลุดพิกัดต้องทำอะไร พร้อมแผนภูมิควบคุมที่เจ้าของกระบวนการดูเองได้

ในโรงงานที่ทำ TPM อยู่แล้ว ให้ผูก Control Plan เข้ากับกิจกรรมประจำวันที่มีอยู่ ไม่ใช่สร้างฟอร์มใหม่ — แนวคิดการแยกกิจกรรมรักษาสภาพออกจากกิจกรรมปรับปรุงอยู่ใน Daily Management และการถ่ายทอดวิธีทำงานใหม่ใช้ OPL ร่วมกับ Skill Matrix และ OJT จะติดเร็วกว่าการอบรมห้องเรียน

Sigma Level กับ DPMO — ตัวเลขที่ต้องอ่านให้เป็น

DPMO (Defects Per Million Opportunities) คือจำนวนข้อบกพร่องต่อโอกาสหนึ่งล้านครั้ง ต่างจากเปอร์เซ็นต์ของเสียตรงที่นับ "โอกาส" ไม่ใช่ "ชิ้น" — ชิ้นงานที่มีจุดตรวจ 20 จุดถือว่ามี 20 โอกาส จึงเปรียบเทียบกระบวนการที่ซับซ้อนไม่เท่ากันได้อย่างเป็นธรรม ตารางด้านล่างรวมการเลื่อนค่าเฉลี่ยระยะยาว 1.5 ซิกมาตามธรรมเนียมของ Six Sigma แล้ว

Sigma LevelDPMO (โดยประมาณ)อัตราของดีความหมายเชิงปฏิบัติในโรงงาน
691,46230.9%กระบวนการควบคุมไม่ได้ ต้องคัดแยกทุกชิ้น
308,53869.1%ของเสียเกิน 30% พบในงานที่พึ่งฝีมือคนล้วน
66,80793.3%ระดับที่โรงงานทั่วไปอยู่ ถ้าไม่มีระบบคุณภาพจริงจัง
6,21099.38%ระดับที่ผู้ผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ทั่วไปต้องผ่าน
23399.977%ต้องมี Poka-Yoke และ SPC เต็มรูปแบบจึงจะถึง
3.499.99966%เป้าหมายปลายทาง มักถึงเฉพาะบางกระบวนการวิกฤต

ข้อควรระวังสามข้อ หนึ่ง — ต้นทุนต่อการยกระดับหนึ่งขั้นไม่เป็นเส้นตรง การขยับจาก 3σ ไป 4σ คุ้มที่สุด สอง — อย่าตั้งเป้า 6σ กับทุกกระบวนการ ให้ตั้งกับ CTQ ที่กระทบลูกค้าหรือความปลอดภัยเท่านั้น สาม — ตัวเลขนี้ไร้ความหมายทันทีถ้านิยาม "โอกาส" ไม่คงที่ ทีมที่อยากให้ตัวเลขสวยมักเพิ่มจำนวนโอกาสในตัวหาร ซึ่ง Champion ต้องคอยจับ

ระดับเข็มขัดทั้ง 5 ระดับ

ระบบเข็มขัดหมายถึงระดับความสามารถที่พิสูจน์แล้ว ไม่ใช่ตำแหน่งในผังองค์กร ประเด็นสำคัญคือ เข็มขัดได้มาจากการทำโปรเจกต์จริงที่วัดผลเป็นเงินได้ ไม่ใช่จากการนั่งเรียนครบชั่วโมง องค์กรที่แจกใบรับรองตามชั่วโมงเรียนจะได้คนที่พูดศัพท์ได้แต่ทำโปรเจกต์ไม่จบ

ระดับบทบาทหลักเวลาอบรมทั่วไปขอบเขตโปรเจกต์ที่ทำได้เครื่องมือที่ต้องใช้เป็นสัดส่วนเวลาที่ทุ่มให้โปรเจกต์
White Beltเข้าใจภาษากลาง ให้ความร่วมมือกับทีมโปรเจกต์ เก็บข้อมูลหน้างานได้ถูกต้อง4-8 ชั่วโมงไม่นำโปรเจกต์ เป็นสมาชิกทีมและเสนอหัวข้อเล็ก ๆความสูญเปล่า 8 ประการ, 5ส, Check Sheet, อ่านกราฟพื้นฐาน0-5% (แทรกในงานประจำ)
Yellow Beltสมาชิกทีมหลัก เจ้าของงานเก็บข้อมูล ทำโปรเจกต์เล็กในพื้นที่ตัวเอง2-3 วัน (16-24 ชั่วโมง)เฉพาะจุดในสายเดียว ผลประหยัดหลักแสนบาทต่อปีSIPOC, Pareto, Fishbone, Why-Why, Check Sheet, 5ส5-10%
Green Beltหัวหน้าโปรเจกต์ DMAIC ในหน่วยงานตัวเอง ควบคู่กับงานประจำ8-12 วัน (60-100 ชั่วโมง) กระจาย 3-5 เดือนข้ามแผนกในระดับกระบวนการเดียว ผลประหยัดหลักแสนถึงล้านบาทต่อปีทุกอย่างของ Yellow + MSA, Capability, Hypothesis Test, Control Plan, SPC, VSM20-30%
Black Beltผู้นำโปรเจกต์เต็มเวลา โค้ช Green Belt และสอนหลักสูตร Yellow/Green20-25 วัน (160-200 ชั่วโมง) กระจาย 4-6 เดือนข้ามสายงานที่ซับซ้อน ผลประหยัดหลักล้านถึงสิบล้านบาทต่อปีทุกอย่างของ Green + DOE, Regression หลายตัวแปร, ANOVA, การเงินโปรเจกต์75-100% (เต็มเวลา 2 ปี แล้วหมุนกลับสายงาน)
Master Black Beltสถาปนิกของโปรแกรม ออกแบบหลักสูตร คัดโปรเจกต์ ให้คำปรึกษาเชิงสถิติ รายงานต่อผู้บริหารผ่าน Black Belt + 100-200 ชั่วโมงขั้นสูง + คุมโปรเจกต์สำเร็จ 10-20 เรื่องไม่นำโปรเจกต์เอง แต่ดูแลพอร์ตโฟลิโอ 20-40 โปรเจกต์พร้อมกันทุกอย่างของ Black + Design for Six Sigma, การสอน, การบริหารพอร์ตโฟลิโอ100% (บทบาทถาวร)

White Belt — เข็มขัดที่คนมักมองข้ามแต่สำคัญที่สุดเชิงจำนวน

White Belt คือชั้นฐานของพีระมิด เป้าหมายไม่ใช่ให้ทำโปรเจกต์ แต่ให้ไม่ขวางและให้ข้อมูลที่ถูกต้อง พนักงานที่ไม่เข้าใจว่าทำไมต้องจดเวลาหยุดเครื่องทุกครั้ง จะจดแบบรวบยอดตอนสิ้นกะ ซึ่งทำให้ข้อมูลเพี้ยนทั้งโปรเจกต์ หลักสูตรครึ่งวันที่สอนเพียงสามเรื่อง — ความสูญเปล่าคืออะไร, ทำไมข้อมูลดิบต้องตรง, และบทบาทของตัวเองเมื่อมีทีมโปรเจกต์เข้าพื้นที่ — ให้ผลตอบแทนสูงมาก หลักการเดียวกับการสร้างการมีส่วนร่วมผ่าน กิจกรรมกลุ่มย่อย ใน TPM

Yellow Belt — คนที่ทำให้เฟส Measure ไม่ล่ม

Yellow Belt คือคนที่อยู่หน้างานจริง บทบาทที่เหมาะที่สุดคือเจ้าของงานเก็บข้อมูลและผู้เสนอสมมติฐานเบื้องต้น โปรเจกต์ระดับนี้ควรจบใน 4-8 สัปดาห์ในพื้นที่เดียว เช่น ลดเวลาตั้งเครื่องของแม่พิมพ์หนึ่งชุด หรือลดของเสียจากรอยขีดข่วนที่สถานีบรรจุ กิจกรรมลักษณะนี้ทับซ้อนกับ Kaizen ระดับกลุ่มย่อยของ TPM เกือบสมบูรณ์ — ดูรายละเอียดใน Kaizen / Focused Improvement

Green Belt — แกนกลางที่แท้จริงของโปรแกรม

ในองค์กรส่วนใหญ่ ผลประหยัดรวมกว่าครึ่งมาจาก Green Belt เพราะจำนวนมากกว่าและอยู่ใกล้ปัญหา กับดักที่พบบ่อยคือหัวหน้างานปล่อยให้ทำโปรเจกต์ "ในเวลาว่าง" ซึ่งแปลว่าไม่มีเวลาว่าง ตัวเลข 20-30% ต้องเขียนลงในข้อตกลงกับหัวหน้าสายงานเป็นลายลักษณ์อักษร

เนื้อหาสถิติที่ Green Belt ต้องทำได้จริงมีไม่มากอย่างที่กลัว — อ่านผล Gage R&R เป็น, คำนวณ Cpk เป็น, เลือกใช้ t-test/Chi-square/ANOVA ได้ถูกสถานการณ์ ที่เหลือเป็นทักษะการนำประชุมและการผลักดันข้ามแผนก ซึ่งมักเป็นอุปสรรคจริงมากกว่าสถิติ

Black Belt — ต้องเต็มเวลาจริงเท่านั้น

องค์กรที่ตั้ง Black Belt แบบพาร์ตไทม์แทบไม่เคยได้ผล เพราะหน้าที่ไม่ใช่แค่ทำโปรเจกต์ของตัวเอง แต่ต้องเป็นโค้ชให้ Green Belt 6-10 คนพร้อมกัน ต้องรื้อการวิเคราะห์ที่ผิด และต้องเจรจากับแผนกที่ไม่อยากให้ความร่วมมือ ซึ่งกินเวลาเต็มวันโดยธรรมชาติ แนวปฏิบัติที่ดีคือมองตำแหน่ง Black Belt เป็น เส้นทางพัฒนาผู้นำ คัดคนเก่งมาทำเต็มเวลา 2 ปี แล้วส่งกลับไปเป็นผู้จัดการสายงาน โปรแกรมจึงได้คนเก่งจริงและองค์กรได้ผู้จัดการที่คิดด้วยข้อมูลเป็น อัตราส่วนอ้างอิงคือ Black Belt 1 คนต่อพนักงาน 100-150 คน แต่โรงงานไทยขนาดกลางเริ่มที่ 1 ต่อ 250-300 คนก็พอในปีแรก

Master Black Belt — คนที่ทำให้โปรแกรมไม่ตายหลังปีที่สอง

MBB ไม่ได้แก้ปัญหาในสายการผลิต แต่แก้ปัญหาของ "ระบบการแก้ปัญหา" หน้าที่หลักคือออกแบบและสอนหลักสูตรเอง คัดกรองและจัดลำดับโปรเจกต์ให้เชื่อมกับเป้าหมายธุรกิจ เป็นที่ปรึกษาเชิงสถิติเมื่อ Black Belt ติด และรายงานผลรวมของพอร์ตโฟลิโอต่อผู้บริหารด้วยภาษาการเงิน

โรงงานเดียวขนาดต่ำกว่า 1,000 คนมักยังไม่ต้องมี MBB ประจำ ใช้ที่ปรึกษาภายนอกไปก่อน 18-24 เดือนแล้วค่อยปั้นคนในขึ้นมาแทน เกณฑ์การเลือกที่ปรึกษาอ่านได้ที่ เลือกที่ปรึกษาอย่างไร และเปรียบเทียบทางเลือกทำเองกับจ้างที่ ทำเอง vs จ้างที่ปรึกษา

โครงสร้างองค์กร — Champion, Process Owner และ Belt ทำงานร่วมกันอย่างไร

ระบบเข็มขัดจะไร้พลังถ้าไม่มีสองบทบาทนี้อยู่ข้าง ๆ คือ Champion ผู้บริหารที่เป็นเจ้าของผลลัพธ์ทางธุรกิจ และ Process Owner ผู้จัดการที่ต้องรับกระบวนการใหม่ไปดูแลต่อ เพราะ Belt ไม่มีอำนาจสั่งข้ามแผนกและไม่ได้อยู่กับกระบวนการนั้นตลอดไป

บทบาทใครเป็นหน้าที่ในโปรเจกต์สิ่งที่ต้องตัดสินใจความผิดพลาดที่พบบ่อย
Executive Sponsorผู้จัดการโรงงาน / กรรมการผู้จัดการกำหนดเป้าหมายธุรกิจ อนุมัติงบและอัตรากำลังโปรแกรมนี้จะได้ทรัพยากรเท่าไร ผูกกับ KPI ใครบ้างเปิดงานวันแรกแล้วหายไปตลอดปี
Championผู้จัดการฝ่าย/ผู้อำนวยการสายงานคัดโปรเจกต์ อนุมัติ Charter ทลายอุปสรรคข้ามแผนก ทบทวนทุกเกตโปรเจกต์นี้ผ่านเฟสหรือไม่ ทรัพยากรพอไหมรับทุกหัวข้อโดยไม่คัด ทำให้ Belt ทำงานที่ไม่คุ้ม
Master Black Beltเต็มเวลา หรือที่ปรึกษาภายนอกช่วงแรกสอน โค้ช ตรวจความถูกต้องเชิงวิธีการ คุมพอร์ตโฟลิโอวิธีวิเคราะห์นี้ถูกต้องไหม โปรเจกต์นี้ควรปิดหรือไปต่อถูกดึงไปทำโปรเจกต์เองจนไม่มีเวลาสอน
Black Beltวิศวกรหรือหัวหน้าแผนกที่คัดเลือกไว้ เต็มเวลานำโปรเจกต์ใหญ่ โค้ช Green Belt สอนหลักสูตรรากสาเหตุคืออะไร ทางแก้ไหนถูกเลือกถูกกำหนดให้พาร์ตไทม์จนทำได้แค่ครึ่งเดียว
Green Beltวิศวกร/หัวหน้างานในสายงาน พาร์ตไทม์นำโปรเจกต์ระดับกระบวนการ ประสานทีม วิเคราะห์ข้อมูลข้อมูลชุดไหนต้องเก็บ ใครในทีมทำอะไรไม่ได้รับการกันเวลา ทำให้โปรเจกต์ยืดเยื้อ
Process Ownerผู้จัดการที่รับผิดชอบกระบวนการนั้นในผังองค์กรร่วมทีมตั้งแต่ Define และ รับมอบ Control Plan เมื่อปิดโปรเจกต์จะรักษามาตรฐานใหม่ด้วยกลไกอะไรในงานประจำถูกเชิญมาแค่วันปิดโปรเจกต์ แล้วไม่รับช่วงต่อ
ฝ่ายบัญชี/การเงินController หรือผู้แทนที่ได้รับมอบหมายรับรองวิธีคำนวณผลประหยัดก่อนและหลังตัวเลขนี้นับเป็นผลประหยัดจริงหรือเป็นเพียงศักยภาพไม่ถูกดึงเข้ามา ตัวเลขจึงถูกโต้แย้งภายหลัง

กลไกที่ทำให้โครงสร้างนี้มีชีวิตคือ Tollgate Review — การทบทวนปลายเฟสที่ Champion ต้องเซ็นก่อนไปเฟสถัดไป ใช้เวลา 45-60 นาทีต่อโปรเจกต์ ประโยชน์ที่แท้จริงคือการบังคับให้ผู้บริหารเห็นข้อมูลจริงเดือนละครั้ง ซึ่งเชื่อมโดยตรงกับการบริหารการเปลี่ยนแปลงใน ทำไมพนักงานต่อต้าน TPM

การเลือกโปรเจกต์ที่คุ้ม

ปัจจัยที่ทำนายความสำเร็จของโปรแกรมได้ดีที่สุดคือ คุณภาพของการคัดเลือกโปรเจกต์ ไม่ใช่คุณภาพของการฝึกอบรม โปรเจกต์ที่เลือกถูกจะดึงผลลัพธ์ออกมาได้แม้ทีมยังไม่ชำนาญ

ลักษณะของโปรเจกต์ที่ดี

  • วัดเป็นตัวเลขได้ และมีข้อมูลย้อนหลังอย่างน้อย 3-6 เดือน
  • ยังไม่รู้สาเหตุที่แท้จริง (ถ้ารู้สาเหตุและทางแก้แล้ว ให้ไปทำเลย ไม่ต้องทำ DMAIC)
  • เจ้าของกระบวนการอยากให้แก้ ไม่ใช่ถูกสั่งให้แก้
  • ขอบเขตแคบพอที่จะจบใน 4-6 เดือน และผลประหยัดคุ้มกับเวลาที่ทุ่มลงไปอย่างน้อย 3-5 เท่า

ลักษณะของโปรเจกต์ที่ควรปฏิเสธ

  • ปัญหาที่ทางแก้ชัดเจนอยู่แล้ว เช่น เครื่องเก่าต้องเปลี่ยน — เป็นงบลงทุน ไม่ใช่โปรเจกต์ LSS
  • ปัญหาที่ต้นเหตุอยู่นอกการควบคุมขององค์กรทั้งหมด หรือข้อมูลต้องเก็บใหม่เกินหกเดือน
  • ปัญหาที่กำลังมีโครงการอื่นทำอยู่ ทำให้แยกไม่ออกว่าผลมาจากใคร
  • หัวข้อกว้างระดับ "เพิ่มผลผลิตของโรงงาน" ซึ่งเป็นเป้าหมาย ไม่ใช่โปรเจกต์
เกณฑ์คัดกรองน้ำหนักคะแนน 1คะแนน 3คะแนน 5
ผลกระทบทางการเงินต่อปี35%ต่ำกว่า 3 แสนบาท3 แสน – 1.5 ล้านบาทมากกว่า 1.5 ล้านบาท
ความพร้อมของข้อมูล25%ไม่มีข้อมูล ต้องเริ่มเก็บใหม่มีข้อมูลบางส่วน ต้องเสริมมีข้อมูลย้อนหลังครบและเชื่อถือได้
การสนับสนุนจากเจ้าของกระบวนการ20%ต่อต้านหรือเฉยเมยยอมรับแต่ไม่ลงแรงขอให้ทำเองและส่งคนเข้าทีม
ความเป็นไปได้ที่จะจบใน 6 เดือน20%ต้องรอการลงทุนหรือโครงการอื่นเป็นไปได้ถ้าไม่มีอุปสรรคควบคุมได้ทั้งหมดภายในองค์กร

วิธีใช้ตาราง: ให้ Champion กับ MBB ให้คะแนนทุกหัวข้อที่เสนอเข้ามา แล้วเลือกเฉพาะหัวข้อที่ได้คะแนนถ่วงน้ำหนักเกิน 3.5 ที่เหลือส่งไปเป็นกิจกรรมกลุ่มย่อยแทน การจัดลำดับด้วยเงินแบบนี้เป็นหลักการเดียวกับ Cost Deployment และควรผูกกับตัวชี้วัดสามระดับตาม KMI KPI KAI

เกณฑ์การรับรอง (Certification) ที่ควรใช้

หลักสำคัญที่สุดคือ ห้ามให้ใบรับรองจากการเข้าเรียนอย่างเดียว ทุกระดับตั้งแต่ Green Belt ขึ้นไปต้องมีโปรเจกต์จริงที่ปิดครบห้าเฟสและมีตัวเลขผลประหยัดที่ฝ่ายบัญชีลงนามรับรอง เงื่อนไข "ผลคงอยู่หลังปิดโปรเจกต์ 3-6 เดือน" คือกลไกป้องกันที่มีค่าที่สุด เพราะบังคับให้ทีมออกแบบ Control Plan ที่ใช้ได้จริง

ระดับเงื่อนไขด้านความรู้เงื่อนไขด้านโปรเจกต์เงื่อนไขด้านผลลัพธ์ผู้อนุมัติ
Yellow Beltผ่านข้อสอบ 70% ขึ้นไปเป็นสมาชิกทีมโปรเจกต์ที่ปิดแล้ว 1 โปรเจกต์มีส่วนงานที่ระบุได้ชัดเจนในรายงานGreen/Black Belt ผู้นำทีม
Green Beltผ่านข้อสอบ 75% ขึ้นไป รวมส่วนสถิตินำโปรเจกต์ DMAIC ปิดครบ 1 โปรเจกต์ภายใน 9 เดือนผลประหยัดที่การเงินรับรอง และผลคงอยู่หลังปิด 3 เดือนChampion + ฝ่ายการเงิน
Black Beltผ่านข้อสอบ 80% ขึ้นไป และสอบสัมภาษณ์เชิงวิธีการนำโปรเจกต์ปิดครบ 2 โปรเจกต์ และโค้ช Green Belt สำเร็จ 2 คนผลประหยัดรวมตามเกณฑ์ที่องค์กรกำหนด ผลคงอยู่ 6 เดือนMBB + Executive Sponsor
Master Black Beltประเมินสมรรถนะรอบด้าน รวมทักษะการสอนโค้ชโปรเจกต์สำเร็จ 10-20 โปรเจกต์ และออกแบบหลักสูตรใช้จริงผลรวมระดับพอร์ตโฟลิโอ และมีผู้สืบทอดที่ปั้นเองExecutive Sponsor

Lean Six Sigma กับ TPM อยู่ร่วมกันอย่างไรในโรงงานเดียว

นี่คือคำถามที่โรงงานไทยเจอบ่อยที่สุด และเป็นจุดที่ทำให้ทั้งสองโปรแกรมพังพร้อมกันถ้าตอบผิด สถานการณ์ที่พบคือโรงงานทำ TPM มาแล้ว 2-4 ปี แล้วจู่ ๆ ลูกค้ารายใหญ่หรือบริษัทแม่ขอให้ตั้งโปรแกรม Lean Six Sigma ผลที่ตามมาคือหน้างานต้องกรอกสองชุดฟอร์ม ประชุมสองวง และเลือกไม่ถูกว่าปัญหาหนึ่งควรเข้าช่องทางไหน

หลักการตั้งต้น: TPM เป็นระบบ LSS เป็นวิธีการ

วิธีจัดความสัมพันธ์ที่ใช้ได้ผลที่สุดคือมอง TPM เป็นระบบบริหารการผลิตทั้งโรงงาน และมอง Lean Six Sigma เป็นชุดวิธีการแก้ปัญหาที่เสียบเข้าไปในเสาที่ต้องการ โดยเฉพาะเสา Focused Improvement และ Quality Maintenance ไม่ใช่ตั้งเป็นโปรแกรมคู่ขนานที่มีบอร์ด การประชุม และตัวชี้วัดของตัวเอง

ทางกลับกัน ถ้าองค์กรเริ่มจาก LSS ก่อนแล้วจะนำ TPM เข้ามา ให้มอง TPM เป็นตัวเติมช่องว่างที่ LSS ไม่มี คือความเป็นเจ้าของเครื่องจักรของพนักงานเดินเครื่องและระบบบำรุงรักษาที่มีโครงสร้าง เส้นทางการนำเข้ามาอยู่ใน TPM 12 ขั้นตอน และแผนละเอียดกว่าใน TPM Roadmap 20 ขั้น

ประเด็นเปรียบเทียบTPMLean Six Sigmaวิธีให้อยู่ร่วมกัน
ขอบเขตทั้งโรงงาน ครอบคลุม 8 เสา ตั้งแต่หน้างานถึงออฟฟิศเฉพาะกระบวนการที่เลือกทำโปรเจกต์ให้ TPM เป็นกรอบใหญ่ LSS เป็นเครื่องมือสำหรับโปรเจกต์ยาก
หน่วยกิจกรรมกลุ่มย่อยประจำพื้นที่ ต่อเนื่องไม่มีวันจบทีมโปรเจกต์เฉพาะกิจ มีวันเริ่มวันจบกลุ่มย่อยดูแลงานประจำ ทีมโปรเจกต์ดูแลปัญหาเรื้อรัง
ตัวชี้วัดหลักOEE, MTBF, MTTR, PQCDSMDPMO, Cpk, Lead Time, ผลประหยัดเป็นเงินใช้ตัวชี้วัด TPM เป็นหลัก เพิ่ม DPMO/Cpk เฉพาะ CTQ วิกฤต
วิธีแก้ปัญหาWhy-Why, P-M Analysis, 8 ขั้นตอน FIDMAIC พร้อมสถิติเชิงอนุมานปัญหาง่ายใช้ Why-Why ปัญหาที่มีหลายตัวแปรใช้ DMAIC
ฐานคนพนักงานเดินเครื่องทุกคนมีส่วนร่วมคนกลุ่มเล็กที่ผ่านการฝึกเข้มWhite/Yellow Belt = สมาชิกกลุ่มย่อย, Green/Black Belt = ทีมงาน FI
จุดแข็งเฉพาะตัวความเป็นเจ้าของเครื่องจักรและระบบบำรุงรักษาครบวงจรวินัยเชิงข้อมูล การพิสูจน์รากสาเหตุ และการผูกกับเงินใช้จุดแข็งเสริมกัน อย่าให้แข่งกันเรื่องงบและเวลาคน
ระบบเอกสารบอร์ดกิจกรรม, แผน AM, ใบตรวจ, ประวัติเครื่องCharter, Storyboard, Control Planรวมเป็นระบบเดียว ใช้ Storyboard เป็นรายงานของ FI

แผนที่การเสียบเครื่องมือ LSS เข้ากับ 8 เสาของ TPM

ตารางนี้บอกว่าเครื่องมือของ LSS ควรไปนั่งอยู่ตรงไหนของ TPM เพื่อไม่ให้เกิดกิจกรรมซ้ำซ้อน

เสา TPMบทบาทเดิมเครื่องมือ LSS ที่เสริมได้ดีสิ่งที่ต้องระวัง
Focused Improvement (FI)กำจัด 16 Losses ด้วย 8 ขั้นตอน FIDMAIC เต็มรูปแบบ, DOE, Regression, Hypothesis Testใช้ DMAIC เฉพาะปัญหาที่ Why-Why เอาไม่อยู่ อย่าใช้กับทุกเรื่อง
Autonomous Maintenance (AM)7 ขั้นตอนสร้างความเป็นเจ้าของให้พนักงานเดินเครื่องVisual Management, Standard Work, การเก็บข้อมูลแบบมีวินัยอย่าเอาสถิติหนักไปใส่ในกิจกรรม AM จะทำให้พนักงานถอย
Planned Maintenance (PM)BM/TBM/CBM/CM/MP และการยกระดับความน่าเชื่อถือของเครื่องWeibull Analysis, การวิเคราะห์ประวัติเครื่องจักร, RCMต้องมีข้อมูลประวัติที่สะอาดก่อน มิฉะนั้นสถิติไม่มีประโยชน์
Quality Maintenance (QM)QA Matrix, QM Matrix, Q-Component, เงื่อนไข 4MMSA, Capability Study, SPC, DOE หาเงื่อนไขเหมาะสมเสานี้ทับซ้อนกับ Six Sigma มากที่สุด ต้องกำหนดเจ้าภาพให้ชัด
Education & Training (ET)Skill Matrix, OJT, OPLหลักสูตรเข็มขัดห้าระดับ, เกณฑ์รับรองสมรรถนะรวมเข็มขัดเข้าไปใน Skill Matrix เดิม อย่าทำระบบทะเบียนแยก
Safety, Health & Environment (SHE)KYT, Zero Accident, การจัดการสิ่งแวดล้อมFMEA เชิงความปลอดภัย, วิเคราะห์เหตุการณ์เกือบเกิดเชิงสถิติห้ามให้เกณฑ์ผลตอบแทนทางการเงินมากำหนดลำดับงานความปลอดภัย
Office TPM / OIลดความสูญเสียงานสำนักงานด้วย MakigamiTransactional Lean, Value Stream Map งานเอกสาร, Cycle Timeข้อมูลงานสำนักงานมักไม่มี ต้องทำให้มองเห็นก่อน
Early Management (EM)MP Design, MP Information, Life-Cycle CostDesign for Six Sigma, QFD, FMEA ระยะออกแบบต้องเริ่มตั้งแต่ก่อนสั่งซื้อเครื่อง ไม่ใช่หลังติดตั้ง

อ่านรายละเอียดแต่ละเสาได้ที่ Autonomous Maintenance 7 ขั้นตอน, Planned Maintenance, Quality Maintenance และ QM Matrix, Office TPM, Early Management และ KYT กับเสา SHE

กติกาเลือกเครื่องมือ: ปัญหาแบบไหนใช้อะไร

วิธีป้องกันการทำซ้ำซ้อนที่ง่ายที่สุดคือทำ "ตารางตัดสิน" ติดไว้ในห้องประชุมปรับปรุง แล้วจัดช่องทางให้ทุกปัญหาตั้งแต่วันแรก

ลักษณะปัญหาช่องทางที่ควรใช้ผู้รับผิดชอบระยะเวลาคาดหวัง
ความผิดปกติเล็กน้อยที่พบตอนทำความสะอาดเครื่องกิจกรรม AM ตามขั้นตอนปกติกลุ่มย่อยประจำเครื่องภายในสัปดาห์
เครื่องเสียกะทันหันครั้งเดียว สาเหตุชัดเจนWhy-Why Analysis 5 ระดับแล้วแก้ที่ต้นเหตุช่างซ่อมบำรุง + พนักงานเดินเครื่อง1-2 สัปดาห์
ของเสียชนิดเดิมเกิดซ้ำทุกเดือน หลายสาเหตุพันกันอยู่โปรเจกต์ DMAIC ระดับ Green BeltGreen Belt + Process Owner4-6 เดือน
ความสูญเสียเรื้อรังที่แก้มาหลายรอบไม่หายP-M Analysis หรือ DMAIC ระดับ Black BeltBlack Belt + วิศวกรกระบวนการ5-8 เดือน
เวลาเปลี่ยนรุ่นนานเกินไปSMED Workshopทีม Kaizen Event1-2 เดือน
ของกองระหว่างกระบวนการมาก เวลานำยาวValue Stream Map + Heijunkaทีม Lean + ฝ่ายวางแผน2-4 เดือน

เนื้อหาเจาะลึกแต่ละช่องทางอยู่ที่ Why-Why Analysis, P-M Analysis, SMED, Heijunka, Bathtub Curve, Predictive Maintenance และ RCM ส่วนเป้าหมายปลายทางของงานลดการเสียของเครื่องจักรอ่านได้ที่ Zero Breakdown

การจัดช่องทางแบบนี้ทำได้จริงก็ต่อเมื่อมีฐานข้อมูลกลางที่เก็บประวัติเครื่องจักร ใบสั่งงานซ่อม และทะเบียนโปรเจกต์ไว้ที่เดียวกัน เปรียบเทียบทางเลือกได้ที่ โปรแกรม TPM กับ CMMS ต่างกันอย่างไร หรือดู ระบบซอฟต์แวร์ TPM ที่รวมงานทั้งแปดเสาไว้ในที่เดียว

กับดักที่เจอจริงในโรงงานไทย

ต่อไปนี้คืออาการที่พบซ้ำเมื่อโปรแกรม LSS เข้ามาในโรงงานไทย พร้อมทางแก้

กับดักอาการที่สังเกตได้ผลกระทบทางแก้
อบรมนำ ผลลัพธ์ตามส่งคนไปเรียน Green Belt สิบคน แต่ยังไม่มีหัวข้อโปรเจกต์ให้ทำความรู้หายภายในสามเดือน งบอบรมสูญเปล่าเลือกโปรเจกต์ก่อนเปิดหลักสูตร ให้ทุกคนถือหัวข้อเข้าห้องเรียน
Belt พาร์ตไทม์แบบไม่กันเวลาโปรเจกต์คืบหน้าเฉพาะสัปดาห์ก่อนวันรายงานโปรเจกต์ยืดเกิน 12 เดือน แล้วเงียบหายไปเขียนสัดส่วนเวลาลงในข้อตกลงกับหัวหน้าสายงาน และให้ Champion ติดตาม
ตัวเลขประหยัดที่ไม่มีใครรับรองรายงานปิดโปรเจกต์บอกประหยัดหลายสิบล้าน แต่งบการเงินไม่เปลี่ยนผู้บริหารเลิกเชื่อโปรแกรมภายในหนึ่งปีให้ฝ่ายบัญชีนิยามวิธีคำนวณและลงนามทุกโปรเจกต์
สถิติเกินความจำเป็นใช้ DOE กับปัญหาที่เดินไปดูหน้างานห้านาทีก็เห็นคำตอบคนหน้างานรู้สึกว่าเป็นเรื่องของวิศวกร ไม่ใช่ของตัวเองบังคับให้ทุกโปรเจกต์ไปดูหน้างานจริงก่อนเปิดโปรแกรมสถิติ
สองโปรแกรมคู่ขนานมีบอร์ด TPM และบอร์ด LSS คนละมุมโรงงาน ประชุมคนละวงหน้างานสับสน ทรัพยากรถูกแย่ง กิจกรรมซ้ำซ้อนรวมเป็นระบบเดียว ใช้เสา FI และ QM ของ TPM เป็นบ้านของโปรเจกต์ LSS
ระบบวัดที่ยังไม่ได้พิสูจน์ข้ามขั้น MSA เพราะเครื่องวัดเพิ่งสอบเทียบมาวิเคราะห์ผิดทั้งโปรเจกต์ แก้แล้วไม่ดีขึ้นบังคับ Gage R&R เป็นเกตปิดเฟส Measure
Process Owner ไม่รับช่วงปิดโปรเจกต์แล้วมาตรฐานใหม่หายไปใน 2-3 เดือนปัญหาเดิมกลับมา ทีมเสียกำลังใจให้ Process Owner ร่วมตั้งแต่ Define และเซ็นรับ Control Plan ตอนปิด
ศัพท์อังกฤษล้วนในเอกสารหน้างานใบงานและ Control Plan เป็นภาษาอังกฤษทั้งหมดพนักงานทำตามไม่ได้ กลับไปใช้วิธีเดิมแปลเป็นไทยพร้อมภาพ ใช้ OPL หนึ่งแผ่นต่อหนึ่งเรื่อง
เลือกโปรเจกต์ตามความสะดวกทำเรื่องที่แก้ง่ายเพื่อให้มีผลงานรายงานผลรวมทั้งปีไม่กระทบงบการเงิน ผู้บริหารถอนการสนับสนุนใช้ตารางคัดกรองถ่วงน้ำหนัก และผูกกับ Cost Deployment

กับดักส่วนใหญ่ไม่ใช่เรื่องเทคนิค แต่เป็นเรื่องการจัดสรรเวลาคนและความต่อเนื่องของผู้บริหาร หากอยากประเมินความพร้อมก่อนลงทุน ลองเริ่มจาก การตรวจสุขภาพระบบ TPM

แผนตั้งโปรแกรม Lean Six Sigma ปีแรกแบบเป็นขั้น

แผนด้านล่างออกแบบสำหรับโรงงาน 300-1,000 คนที่มีพื้นฐาน 5ส และ TPM อยู่บ้างแล้ว หากยังไม่มีพื้นฐาน ควรเพิ่มช่วงเตรียมการอีก 3-6 เดือน

ช่วงเวลากิจกรรมหลักสิ่งส่งมอบตัวชี้วัดความสำเร็จของช่วง
เดือน 1-2 (เตรียมการ)ประเมินสถานะปัจจุบัน ตั้ง Steering Committee เลือก Champion กำหนดเป้าหมายทางการเงินเอกสารนโยบาย, โครงสร้างบทบาท, เกณฑ์คัดโปรเจกต์, งบประมาณผู้บริหารระดับสูงเซ็นนโยบายและกันงบแล้ว
เดือน 2-3 (คัดโปรเจกต์)ทำ Cost Deployment ระดับโรงงาน รวบรวมหัวข้อ 30-50 เรื่อง คัดเหลือ 8-12 เรื่องทะเบียนโปรเจกต์ที่ให้คะแนนแล้ว, Charter ฉบับร่างทุกโปรเจกต์ทุกโปรเจกต์มีเจ้าของกระบวนการและตัวเลขฐานแล้ว
เดือน 3-4 (สร้างคนชุดแรก)อบรม White Belt ทั้งโรงงาน, Yellow Belt 20-30 คน, Green Belt 8-12 คน โดยทุกคนถือโปรเจกต์เข้าเรียนทะเบียนผู้ผ่านการอบรม, โครงร่างโปรเจกต์ที่ทำในห้องเรียนGreen Belt ทุกคนผ่าน Define และเริ่ม Measure แล้ว
เดือน 4-8 (รอบโปรเจกต์แรก)ดำเนิน DMAIC พร้อม Tollgate Review ทุกเดือน โค้ชรายสัปดาห์โดย MBB หรือที่ปรึกษาStoryboard, ผล MSA, Baseline ที่ยืนยันแล้ว, ผลทดลองอย่างน้อย 70% ของโปรเจกต์ผ่านเฟส Analyze ตามกำหนด
เดือน 8-10 (ปิดรอบแรก)ติดตั้งทางแก้ ทำ Control Plan ส่งมอบ Process Owner รับรองผลกับฝ่ายบัญชีControl Plan, มาตรฐานงานใหม่, OPL, รายงานปิดโปรเจกต์โปรเจกต์ปิดอย่างน้อย 6-8 เรื่อง พร้อมตัวเลขที่การเงินรับรอง
เดือน 9-12 (ขยายผล)เปิดรอบสอง 12-16 โปรเจกต์, ส่ง Green Belt เด่น 2-3 คนขึ้น Black Belt, ขยาย Yellow Belt เป็น 60-80 คนทะเบียนโปรเจกต์รอบสอง, แผนพัฒนา Black Belt, หลักสูตรที่เป็นของภายในแล้วองค์กรสอนหลักสูตร Yellow Belt เองได้โดยไม่พึ่งภายนอก
เดือน 12 (ทบทวน)สรุปผลทั้งปีเทียบเป้าหมาย ปรับเกณฑ์คัดโปรเจกต์ ประกาศเกียรติคุณรายงานประจำปี, แผนปีที่สองผลประหยัดรวมเกิน 3-5 เท่าของค่าใช้จ่ายโปรแกรม

ข้อแนะนำสำหรับโรงงานขนาดเล็ก

ถ้าโรงงานมีพนักงานต่ำกว่า 200 คน อย่าลอกโครงสร้างเต็มรูปแบบมาใช้ ให้ตัดเหลือสามระดับคือ White, Yellow และ Green Belt ใช้ที่ปรึกษาภายนอกโค้ชปีละไม่กี่ครั้ง และเริ่มจากโปรเจกต์เพียง 3-4 เรื่องในปีแรก แนวทางย่อส่วนแบบเดียวกันอธิบายไว้ใน TPM for SME

ต่อยอด: จากโปรแกรมเข็มขัดสู่วัฒนธรรมข้อมูล

เป้าหมายสุดท้ายของ Lean Six Sigma ไม่ใช่จำนวนคนที่ได้เข็มขัด แต่คือการที่การตัดสินใจประจำวันเปลี่ยนจาก "คิดว่า" เป็น "ข้อมูลบอกว่า" เมื่อถึงจุดนั้น การประชุมเช้าจะใช้เวลากับกราฟมากกว่าการโต้เถียง

เส้นทางต่อยอดที่พบบ่อยมีสามทาง ทางแรกคือขยายไปงานสำนักงานซึ่งมักมีความสูญเปล่าซ่อนมากกว่าสายผลิต ดูแนวทางใน Office TPM ทางที่สองคือยกระดับด้วยข้อมูลอัตโนมัติจากเซ็นเซอร์และ IoT ซึ่งย่นเฟส Measure จากหลายสัปดาห์เหลือไม่กี่วัน อ่าน Smart Factory และ Industry 4.0 ทางที่สามคือยกระดับทั้งระบบเพื่อขอรับการประเมินตามมาตรฐานสากล ดู TPM Award

ไม่ว่าจะเลือกทางไหน หลักการเดียวกันยังใช้ได้เสมอ คือทำให้ผลลัพธ์ที่วัดด้วย PQCDSM ดีขึ้นต่อเนื่อง โดยไม่เพิ่มภาระเอกสารให้หน้างานและไม่สร้างระบบคู่ขนานที่แข่งกันเอง องค์กรที่ต้องการวางเส้นทางนี้อย่างเป็นระบบ ดูรูปแบบการทำงานร่วมกับผู้เชี่ยวชาญได้ที่ บริการที่ปรึกษา TPM

สรุป

Lean Six Sigma คือการรวมความเร็วของ Lean เข้ากับความแม่นยำของ Six Sigma โดยมีระบบเข็มขัดเป็นโครงสร้างคนที่ทำให้การปรับปรุงมีเจ้าภาพจริง ประเด็นที่ควรจำมีดังนี้

  • ใช้ Lean ตัดงานที่ไม่จำเป็นก่อน แล้วใช้ Six Sigma ลดความแปรปรวนของงานที่เหลือ
  • DMAIC ห้ามข้ามเฟส โดยเฉพาะ MSA ในเฟส Measure และ Control Plan ในเฟส Control
  • เข็มขัดแต่ละระดับต่างกันที่ขอบเขตโปรเจกต์และสัดส่วนเวลา ไม่ใช่แค่ชั่วโมงเรียน และ Black Belt ต้องเต็มเวลาจึงจะได้ผล
  • Champion และ Process Owner สำคัญเท่ากับ Belt เพราะ Belt ไม่มีอำนาจข้ามแผนกและไม่ได้อยู่กับกระบวนการตลอดไป
  • การรับรองต้องผูกกับโปรเจกต์จริงที่ฝ่ายบัญชีลงนามรับรองผลประหยัด และผลต้องคงอยู่หลังปิดโปรเจกต์อย่างน้อยสามเดือน
  • ในโรงงานที่ทำ TPM อยู่แล้ว ให้ LSS เป็นชุดวิธีการที่เสียบเข้าไปในเสา FI และ QM ไม่ใช่โปรแกรมคู่ขนาน
  • ปีแรกควรจบด้วยโปรเจกต์ปิด 6-8 เรื่องและผลประหยัด 3-5 เท่าของค่าใช้จ่ายโปรแกรม

โรงงานที่ต้องการเริ่มอย่างถูกทาง ควรใช้สองเดือนแรกคัดโปรเจกต์และวางโครงสร้างบทบาทให้เสร็จก่อนเปิดหลักสูตรใด ๆ หากต้องการผู้ช่วยออกแบบโปรแกรม ดูแนวทางที่ บริการที่ปรึกษา TPM และประเมินงบประมาณได้จาก โครงสร้างค่าใช้จ่ายที่ปรึกษา