ผมเจอสองภาพนี้สลับกันไปมาแทบทุกโรงงานที่เข้าไปช่วย ภาพแรกคือทีมที่ขยันมาก ทำความสะอาดจุดประจำทุกเช้า เดินตรวจตามใบเช็คลิสต์ครบทุกช่อง บอร์ดกิจกรรมสวยจนถ่ายรูปลงรายงานได้ แต่พอเปิดกราฟ OEE ย้อนหลังหนึ่งปี เส้นแทบเป็นเส้นตรง ไม่ขยับขึ้นเลย หัวหน้าไลน์ถามผมตรง ๆ ว่า "ที่ทำมาทั้งปีนี่มันได้อะไร" ภาพที่สองตรงข้ามเลย ทีมทำโครงการปรับปรุงจนลดเวลาเปลี่ยนรุ่นได้จาก 90 นาทีเหลือ 35 นาที ได้ขึ้นเวทีนำเสนอ ได้ถ่ายรูปกับผู้บริหาร แล้วสามเดือนถัดมาผมกลับไปจับเวลาใหม่ ได้ 78 นาที เกือบกลับไปที่เดิม อุปกรณ์ที่ทำไว้ยังอยู่ แต่ไม่มีใครใช้
สองอาการนี้ดูเหมือนคนละเรื่อง แต่รากเดียวกัน คือโรงงานไม่ได้แยกให้ชัดว่า กิจกรรมที่ทำอยู่นั้นเป็น "การรักษาสภาพ" หรือ "การยกระดับ" แล้วเอาเป้าหมายและตัวชี้วัดของสองขานี้มาปนกัน ทีมแรกทำกิจกรรมรักษาสภาพแต่ถูกวัดด้วยตัวเลขของไคเซ็น ทีมที่สองทำไคเซ็นสำเร็จแต่ไม่มีกลไกรักษาสภาพมารับช่วงต่อ ผลลัพธ์คือเหนื่อยทั้งคู่และไม่ได้อะไรทั้งคู่
บทความนี้จะเคลียร์เส้นแบ่งนั้นให้ชัด ผ่านแนวคิดที่เรียกว่า Daily Management หรือการบริหารงานประจำวัน ซึ่งเป็นขาที่มักถูกมองข้ามที่สุดใน TPM ทั้งที่มันคือฐานที่ทำให้ไคเซ็นทุกชิ้นอยู่รอด
Daily Management คืออะไร
Daily Management คือชุดของงานประจำวันที่ทำให้กระบวนการผลิตอยู่ในสภาพที่ "ควบคุมได้" หมายความว่า ผลลัพธ์ที่ออกมาในแต่ละวันคาดเดาได้ อยู่ในช่วงที่ยอมรับได้ และเมื่อมีอะไรหลุดออกนอกช่วงนั้น มีคนเห็นและมีคนจัดการภายในวันนั้น ไม่ใช่รอให้สะสมจนกลายเป็นปัญหาใหญ่ตอนสิ้นเดือน
คำสำคัญคือ "ควบคุมได้" ไม่ใช่ "ดีที่สุด" Daily Management ไม่ได้มีหน้าที่ทำให้ตัวเลขดีขึ้น มันมีหน้าที่ทำให้ตัวเลขไม่ตก นี่คือจุดที่คนเข้าใจผิดกันมากที่สุด เพราะเมื่อผู้บริหารเห็นทีมทำกิจกรรมประจำวันอย่างขยันขันแข็ง ก็คาดหวังว่าตัวเลขจะต้องดีขึ้น พอไม่ดีขึ้นก็สรุปว่ากิจกรรมไม่มีประโยชน์ แล้วสั่งยกเลิก สิ่งที่เกิดตามมาคือหกเดือนถัดไปตัวเลขจะแย่ลงเรื่อย ๆ เพราะฐานที่เคยค้ำไว้ถูกถอนออก
ลองนึกภาพผลลัพธ์ของโรงงานเป็นน้ำในถัง ไคเซ็นคือการเติมน้ำ Daily Management คือการอุดรูรั่ว เติมอย่างเดียวระดับน้ำจะขึ้นชั่วคราวแล้วลดกลับ อุดอย่างเดียวก็นิ่งอยู่ที่เดิม ทั้งสองอย่างจำเป็น แต่ต้องรู้ว่ากำลังทำอันไหน และอย่าเอาไม้บรรทัดของอันหนึ่งไปวัดอีกอัน
องค์ประกอบพื้นฐานที่ทำให้กระบวนการ "ควบคุมได้"
ในทางปฏิบัติ Daily Management ประกอบด้วยงานที่ดูธรรมดามาก แต่ถ้าขาดตัวใดตัวหนึ่งไปทั้งระบบจะรั่ว ได้แก่ มาตรฐานการทำงานที่เขียนไว้ชัดและใช้ได้จริง การตรวจสอบสภาพประจำวันก่อนเริ่มงาน การส่งกะที่ส่งต่อ "ความผิดปกติ" ไม่ใช่แค่ส่งต่อ "จำนวนที่ผลิตได้" ตัวชี้วัดรายวันที่อ่านได้ในสามวินาที การจัดการความผิดปกติทันทีที่พบ และการทบทวนโดยหัวหน้างานอย่างสม่ำเสมอ
สังเกตว่าไม่มีข้อไหนพูดถึงการ "ปรับปรุง" เลย ทุกข้อพูดถึงการทำให้สิ่งที่ตกลงกันไว้เกิดขึ้นจริงทุกวัน นี่คือธรรมชาติของขา Maintain
SDCA กับ PDCA ต่างกันตรงไหน และทำไมลำดับสำคัญ
คนส่วนใหญ่รู้จัก PDCA คือ Plan-Do-Check-Act วงจรปรับปรุงที่คุ้นเคย แต่มีอีกวงจรที่พูดถึงน้อยกว่ามากทั้งที่ใช้บ่อยกว่า คือ SDCA ย่อมาจาก Standardize-Do-Check-Act
ความต่างอยู่ที่ตัวแรก PDCA เริ่มด้วยการ "วางแผนสิ่งใหม่" ส่วน SDCA เริ่มด้วยการ "ตรึงสิ่งที่มีอยู่ให้เป็นมาตรฐาน" เป้าหมายของ PDCA คือยกเพดานผลลัพธ์ให้สูงขึ้น เป้าหมายของ SDCA คือทำให้ผลลัพธ์นิ่ง ลดความแกว่ง
| ประเด็น | SDCA (รักษาสภาพ) | PDCA (ยกระดับ) |
|---|---|---|
| คำถามตั้งต้น | เราทำตามที่ตกลงกันไว้หรือยัง | เราจะทำให้ดีกว่านี้ได้อย่างไร |
| เป้าหมาย | ผลลัพธ์ไม่ตก ความแกว่งลดลง | ค่าเฉลี่ยดีขึ้นกว่าเดิม |
| จุดเริ่ม | มาตรฐานที่มีอยู่ | ช่องว่างระหว่างสภาพจริงกับเป้า |
| ผู้รับผิดชอบหลัก | พนักงานหน้างานและหัวหน้ากะ | ทีมข้ามสายงาน วิศวกร ผู้เชี่ยวชาญ |
| รอบเวลา | ทุกวัน ทุกกะ | สัปดาห์ถึงหลายเดือนต่อหนึ่งหัวข้อ |
| ตัวชี้วัดที่เหมาะ | อัตราการปฏิบัติตามมาตรฐาน จำนวนความผิดปกติที่พบและปิดได้ | OEE เวลาสูญเสีย ของเสีย เงินที่ประหยัดได้ |
| ผลลัพธ์ของการทำสำเร็จ | กราฟแบนราบและนิ่ง | กราฟขยับขึ้นเป็นขั้นบันได |
| สัญญาณว่าล้มเหลว | ผลลัพธ์แกว่งขึ้นลงไม่รู้สาเหตุ | ทำโครงการเสร็จแต่ตัวเลขเท่าเดิม |
ลำดับสำคัญมาก และเป็นเรื่องที่โรงงานพลาดกันเยอะ หลักการคือ ต้อง SDCA ให้กระบวนการนิ่งก่อน แล้วค่อย PDCA เหตุผลตรงไปตรงมา ถ้ากระบวนการยังแกว่งอยู่ คุณจะวัดผลของการปรับปรุงไม่ได้เลย
ยกตัวอย่างจริง โรงงานหนึ่งมีเวลาเปลี่ยนรุ่นที่บันทึกไว้ 40 นาทีบ้าง 95 นาทีบ้าง 60 นาทีบ้าง แล้วทีมทำโครงการลดเวลาเปลี่ยนรุ่น พอทำเสร็จวัดได้ 55 นาที คำถามคือดีขึ้นหรือเปล่า ตอบไม่ได้ เพราะ 55 นาทีอยู่ในช่วงที่เคยเกิดอยู่แล้ว ถ้าจะให้วัดได้จริง ต้องทำให้เวลาเปลี่ยนรุ่นนิ่งเสียก่อนด้วยการทำมาตรฐานขั้นตอน จัดเครื่องมือให้ครบ และกำหนดคนรับผิดชอบแต่ละสเต็ป แล้วค่อยเริ่มโครงการลดเวลา ดูเทคนิคเพิ่มเติมได้ที่บทความ SMED / Quick Changeover
อีกมุมหนึ่งคือหลัง PDCA เสร็จ ต้องกลับมา SDCA เสมอ ไคเซ็นที่ไม่ถูกแปลงเป็นมาตรฐานใหม่และไม่ถูกใส่เข้าไปในงานประจำวัน คือไคเซ็นที่มีอายุประมาณสามเดือน วงจรที่ถูกต้องจึงเป็น SDCA ทำให้นิ่ง แล้ว PDCA ยกระดับ แล้ว SDCA ตรึงระดับใหม่ แล้ว PDCA ยกอีก สลับกันไปเป็นบันได ไม่ใช่ PDCA รัว ๆ อย่างเดียว
องค์ประกอบของ Daily Management ที่ต้องมีครบ
1. มาตรฐานงานที่คนหน้างานเขียนเองและใช้ได้จริง
มาตรฐานที่ใช้ไม่ได้มีลักษณะร่วมกันคือ ยาวเกินไป เขียนโดยคนที่ไม่เคยทำงานนั้น เก็บอยู่ในแฟ้มที่ห้องหัวหน้า และเขียนว่า "ตรวจสอบให้อยู่ในสภาพปกติ" โดยไม่บอกว่าปกติคืออะไร มาตรฐานที่ใช้ได้จะสั้น ติดอยู่ที่จุดทำงาน มีรูป และระบุค่าที่ยอมรับได้เป็นตัวเลข เช่น "แรงดันลม 5.5 ถึง 6.5 บาร์ ถ้าต่ำกว่า 5.5 ให้แจ้งหัวหน้ากะทันที"
สิ่งที่ทำให้มาตรฐานถูกใช้จริงคือการให้คนที่ต้องทำงานนั้นเป็นคนร่างเอง เครื่องมือที่ช่วยได้ดีคือการทำ OPL หรือบทเรียนแผ่นเดียว ควบคู่ไปด้วย เพื่อสอนเหตุผลเบื้องหลังมาตรฐาน ไม่ใช่แค่ขั้นตอน คนที่รู้ว่าทำไมต้องขันน็อตตัวนี้ทุกสัปดาห์ จะขันแม้ไม่มีใครดู ส่วนคนที่รู้แค่ว่าต้องขัน จะเซ็นในใบเช็คลิสต์แล้วเดินผ่าน
2. ตัวชี้วัดรายวันที่อ่านได้ในสามวินาที
Daily Management ต้องการตัวเลขที่รู้ผลภายในวันเดียว ไม่ใช่รายงานสิ้นเดือน ตัวชี้วัดรายวันที่ดีมีสามคุณสมบัติ คือ คนหน้างานเก็บเองได้โดยไม่ต้องรอฝ่ายอื่น มีเส้นเป้าหมายให้เทียบทันที และเมื่อหลุดเป้าแล้วรู้ว่าต้องทำอะไรต่อ
ตัวอย่างเช่น จำนวนครั้งที่เครื่องหยุดเล็กในกะ ของเสียแยกตามอาการ เวลาเดินจริงเทียบกับแผน จำนวนป้ายผิดปกติที่ติดและที่ปลดได้ การนำเสนอควรใช้แนวทาง Visual Management คือใช้สีและตำแหน่งบอกสถานะ ไม่ใช่ตัวเลขเรียงกันเป็นตาราง คนเดินผ่านต้องรู้ทันทีว่าวันนี้ปกติหรือไม่ปกติ
3. การประชุมเช้าสั้น ๆ ที่หน้างาน
ญี่ปุ่นเรียกว่า asa-ichi คือประชุมสิ่งแรกของเช้า ใช้เวลา 10 ถึง 15 นาที ยืนคุยที่บอร์ดหน้างาน ไม่นั่งในห้องประชุม เนื้อหามีสามเรื่อง คือเมื่อวานผิดปกติอะไร วันนี้เสี่ยงอะไร และของค้างใครรับไปทำต่อ
ข้อผิดพลาดที่พบบ่อยคือประชุมเช้ากลายเป็นการรายงานยอดผลิต ซึ่งทุกคนดูจากบอร์ดได้อยู่แล้ว ประชุมเช้าที่ดีต้องคุยเรื่องความผิดปกติเป็นหลัก และจบด้วยชื่อคนกับวันที่เสมอ
4. บอร์ดกิจกรรมที่เป็นเครื่องมือ ไม่ใช่ของโชว์
บอร์ดที่ใช้งานจริงจะมีรอยเปื้อน มีปากกาแขวนอยู่ มีกระดาษที่ถูกขีดฆ่าแก้ไข ส่วนบอร์ดที่ทำไว้โชว์จะสวยมากแต่วันที่บนกราฟหยุดอยู่ที่เดือนที่มีคนมาตรวจ วิธีดูเร็วที่สุดคือดูวันที่ล่าสุดบนบอร์ด ถ้าเก่ากว่าสามวัน แปลว่าไม่ได้ทำ
5. ระบบแจ้งความผิดปกติที่ตอบสนองเร็วพอ
หัวใจของ Daily Management คือการทำให้ความผิดปกติถูกมองเห็นเร็วที่สุดและถูกจัดการเร็วที่สุด แนวคิดนี้ตรงกับ ระบบ Andon ที่ให้พนักงานหยุดสายเมื่อเจอปัญหาได้ทันที ประเด็นไม่ได้อยู่ที่มีปุ่มหรือไฟ แต่อยู่ที่ว่าแจ้งแล้วมีคนมาภายในกี่นาที
ผมเคยเจอโรงงานที่ติดระบบแจ้งเตือนครบแต่ไม่มีใครกด เพราะเคยกดแล้วโดนถามว่าทำไมทำให้สายหยุด ระบบแจ้งความผิดปกติจะทำงานได้ก็ต่อเมื่อการแจ้งถูกมองว่าเป็นผลงาน ไม่ใช่ความผิด
6. การทบทวนโดยหัวหน้างานที่ลงไปดูของจริง
องค์ประกอบสุดท้ายที่ขาดบ่อยที่สุด คือการที่หัวหน้าเดินไปดูหน้างานเป็นประจำและถามคำถามที่ถูก คำถามที่ผิดคือ "ทำครบไหม" เพราะคำตอบจะเป็นครับเสมอ คำถามที่ถูกคือ "อาทิตย์นี้เจออะไรผิดปกติบ้าง" และ "มีข้อไหนในมาตรฐานที่ทำแล้วไม่เวิร์ก"
Autonomous Maintenance คือ Daily Management ของเครื่องจักร
ถ้าเข้าใจ Daily Management แล้ว การมองเสา AM หรือการบำรุงรักษาด้วยตนเองจะง่ายขึ้นมาก เพราะ AM ก็คือ Daily Management ที่โฟกัสไปที่สภาพของเครื่องจักรนั่นเอง เป้าหมายไม่ใช่ให้พนักงานผลิตกลายเป็นช่างซ่อม แต่คือให้พนักงานผลิตดูแลเครื่องของตัวเองให้อยู่ในสภาพพื้นฐานที่ถูกต้อง และตรวจจับความผิดปกติได้ก่อนที่มันจะกลายเป็นการเสีย
เมื่อมองผ่านเลนส์ Maintain กับ Kaizen AM ทั้ง 7 ขั้นตอน จะแบ่งได้เป็นสามช่วงที่มีลักษณะต่างกันชัดเจน
ขั้น 1-3 สร้างสภาพและตรึงเป็นมาตรฐาน
ขั้นที่ 1 ทำความสะอาดเพื่อการตรวจสอบ ขั้นที่ 2 กำจัดแหล่งกำเนิดสิ่งสกปรกและจุดที่เข้าถึงยาก ขั้นที่ 3 จัดทำมาตรฐานการทำความสะอาดหล่อลื่นและขันแน่น สามขั้นนี้คือการสร้าง "สภาพพื้นฐาน" ให้กลับมาก่อน แล้วเขียนวิธีรักษาสภาพนั้นเป็นมาตรฐาน
จุดที่ต้องระวังคือขั้นที่ 2 มีกลิ่นของไคเซ็นปนอยู่ เพราะการกำจัดแหล่งสกปรกคือการปรับปรุงจริง ๆ แต่เป้าหมายของมันคือทำให้การรักษาสภาพในขั้นที่ 3 เป็นไปได้ในเวลาที่มีจำกัด ถ้าทำความสะอาดต้องใช้เวลา 40 นาทีต่อกะ ไม่มีทางที่จะรักษาไว้ได้ ต้องลดให้เหลือ 10 นาทีด้วยการปรับปรุงที่ต้นทาง แล้วมาตรฐานถึงจะอยู่รอด นี่คือตัวอย่างที่ดีของการใช้ Kaizen มารับใช้ Maintain
ขั้น 4-5 ยกทักษะการตรวจให้ลึกขึ้น
ขั้นที่ 4 คือการตรวจสอบทั่วไปตามระบบย่อยของเครื่อง เช่น ระบบนิวเมติก ระบบส่งกำลัง ระบบหล่อลื่น ขั้นที่ 5 คือการตรวจสอบด้วยตนเองที่รวมทุกอย่างเข้าเป็นมาตรฐานเดียวที่ทำได้จริงในเวลาที่มี
สองขั้นนี้เป็นเรื่องของ "ความสามารถ" เป็นหลัก ไม่ใช่เรื่องกิจกรรม ตัวชี้วัดที่ใช้จึงควรเป็นระดับทักษะของคน ไม่ใช่จำนวนกิจกรรมที่ทำ เครื่องมือที่เข้ามาช่วยตรงนี้คือ Skill Matrix และการสอนงานแบบ OJT เพราะการยกคนจากระดับ "รู้ว่ามีอะไรผิดปกติ" ไปเป็น "รู้ว่าผิดปกติเพราะอะไร" ต้องใช้เวลาและการสอนอย่างเป็นระบบ ไม่ใช่การอบรมครั้งเดียวจบ
ขั้น 6-7 ขยายสู่การจัดการตนเอง
ขั้นที่ 6 คือการจัดระเบียบและมาตรฐานของงานรอบข้าง เช่น วัตถุดิบ เครื่องมือ ชิ้นส่วน ข้อมูล ขั้นที่ 7 คือการจัดการตนเองอย่างเต็มรูปแบบ
ข้อสังเกตสำคัญคือ ห้าขั้นแรกของ AM แทบทั้งหมดเป็นขา Maintain ดังนั้นถ้าประเมินความก้าวหน้า AM ด้วย OEE อย่างเดียว จะได้ข้อสรุปที่ผิดเกือบทุกครั้ง ตัวชี้วัดที่ควรใช้ในช่วงนี้คือจำนวนป้ายผิดปกติที่พบและปิดได้ อัตราการทำตามมาตรฐาน และเวลาที่ใช้ในการตรวจประจำวัน หลักการเชื่อมตัวชี้วัดสามระดับให้สอดคล้องกันอธิบายไว้ในบทความ KMI KPI KAI
Autonomous Management คือปลายทางที่ต้องออกแบบให้เกิด
Autonomous Management หรือการจัดการตนเอง คือสภาพที่ทีมหน้างานตั้งเป้าเอง วัดผลเอง เห็นปัญหาเอง และลงมือปรับปรุงเองได้ โดยไม่ต้องรอคำสั่งจากข้างบน หัวหน้าเปลี่ยนบทบาทจากคนสั่งงานเป็นคนสนับสนุนและตั้งคำถาม
หลายโรงงานอยากได้สภาพนี้แต่ไม่เคยได้ เพราะคิดว่ามันจะเกิดขึ้นเองเมื่อทำ TPM ไปนาน ๆ ความจริงคือมันไม่เกิดเอง ต้องออกแบบเงื่อนไขให้มันเกิด และเงื่อนไขมีสี่ข้อที่ขาดไม่ได้
หนึ่ง ทักษะ ทีมต้องอ่านข้อมูลของตัวเองเป็น ต้องรู้จักวิธีหาสาเหตุอย่างเป็นระบบ อย่างน้อยต้องใช้ Why-Why Analysis ได้ในระดับที่ไม่จบลงที่ "พนักงานไม่ระมัดระวัง" ถ้าทีมยังวิเคราะห์ไม่เป็น การให้อิสระคือการปล่อยให้เดาสุ่ม
สอง ข้อมูล ทีมต้องเห็นตัวเลขของตัวเองแบบใกล้เคียงเวลาจริง ถ้าข้อมูลอยู่ในระบบที่ต้องขอจากฝ่ายวางแผนและได้ทุกวันที่ 5 ของเดือนถัดไป การจัดการตนเองเป็นไปไม่ได้ในทางกายภาพ นี่เป็นเหตุผลหนึ่งที่โรงงานหลายแห่งเลือกใช้ระบบซอฟต์แวร์ TPMมาช่วย เพื่อให้ข้อมูลการหยุดเครื่อง ป้ายผิดปกติ และแผนตรวจ อยู่ในมือคนหน้างานตั้งแต่วันที่มันเกิด ไม่ใช่หลังจากนั้นสามสัปดาห์
สาม อำนาจตัดสินใจ ต้องกำหนดให้ชัดว่าทีมตัดสินใจเรื่องอะไรได้เองในวงเงินเท่าไร ปรับมาตรฐานของตัวเองได้แค่ไหน หยุดเครื่องได้ในกรณีใดโดยไม่ต้องขออนุมัติ ถ้าไม่กำหนด ทุกอย่างจะย้อนกลับไปที่หัวหน้า และทีมจะเรียนรู้ว่าการคิดเองไม่มีประโยชน์
สี่ เวลา ข้อนี้ถูกละเลยมากที่สุด ถ้าตารางการผลิตอัดจนไม่มีช่องว่าง กิจกรรมกลุ่มย่อยจะถูกดันไปอยู่นอกเวลางาน แล้วก็จะค่อย ๆ หายไป โรงงานที่ทำสำเร็จจะกันเวลาไว้ในตารางจริง เช่น 30 นาทีต่อสัปดาห์ต่อกลุ่ม และปกป้องเวลานั้นเหมือนเป็นออร์เดอร์ลูกค้า วิธีจัดโครงสร้างกลุ่มย่อยให้ทำงานได้จริงอธิบายไว้ในบทความ TPM Small-Group Activities
แบ่งงานให้ชัด อะไรคือ Maintain อะไรคือ Kaizen
ทฤษฎีอ่านแล้วเข้าใจง่าย แต่พอเจองานจริงจะเริ่มสับสน ตารางข้างล่างนี้เป็นงานที่ผมหยิบมาจากหน้างานจริง พร้อมการจัดประเภทและตัวชี้วัดที่เหมาะกับแต่ละงาน
| งานที่ทำจริงหน้างาน | ประเภท | ตัวชี้วัดที่เหมาะ |
|---|---|---|
| เดินตรวจเครื่องตามใบเช็คลิสต์ก่อนเริ่มกะ | Maintain | อัตราการตรวจครบตามแผน จำนวนความผิดปกติที่พบต่อเดือน |
| ทำความสะอาดจุดที่กำหนดและหล่อลื่นตามรอบ | Maintain | อัตราการทำตามรอบ เวลาที่ใช้จริงเทียบกับมาตรฐาน |
| ติดตั้งฝาครอบกันน้ำมันกระเด็นเพื่อลดเวลาทำความสะอาด | Kaizen | เวลาทำความสะอาดที่ลดลงเป็นนาทีต่อกะ |
| ติดป้ายผิดปกติเมื่อเจอรอยรั่วและติดตามจนปลดป้าย | Maintain | จำนวนป้ายที่ติด อัตราการปลดป้ายภายในกำหนด |
| วิเคราะห์สาเหตุเครื่องหยุดเล็กซ้ำซากแล้วแก้ที่ต้นเหตุ | Kaizen | จำนวนครั้งหยุดเล็กต่อกะ เวลาสูญเสียที่ลดลง |
| บันทึกและส่งต่อความผิดปกติตอนเปลี่ยนกะ | Maintain | อัตราการส่งต่อครบถ้วน จำนวนเรื่องที่ตกหล่น |
| ออกแบบอุปกรณ์จับยึดใหม่เพื่อลดเวลาเปลี่ยนรุ่น | Kaizen | เวลาเปลี่ยนรุ่นเฉลี่ย จำนวนเงินที่ได้คืนจากกำลังผลิตที่เพิ่ม |
| สอบเทียบเครื่องมือวัดตามรอบที่กำหนด | Maintain | อัตราการสอบเทียบตรงกำหนด จำนวนเครื่องมือที่เลยกำหนด |
| ปรับสูตรการผลิตเพื่อลดของเสียจาก 3% เหลือ 1.2% | Kaizen | อัตราของเสีย ต้นทุนวัตถุดิบที่ประหยัดได้ |
| ทบทวนและปรับมาตรฐานการตรวจให้ทันสภาพเครื่องที่เปลี่ยนไป | Maintain | จำนวนมาตรฐานที่ถูกทบทวนตามรอบ อัตราการใช้จริง |
สิ่งที่อยากให้สังเกตจากตารางนี้มีสองเรื่อง
เรื่องแรก งานประเภท Maintain ตัวชี้วัดจะเป็นเรื่องทำหรือไม่ทำ และเจอหรือไม่เจอ ไม่ใช่ดีขึ้นเท่าไร ซึ่งฟังดูไม่เท่ แต่การพยายามหาตัวเลขหวือหวามาวัดงาน Maintain คือต้นเหตุของการปั้นตัวเลขในรายงาน
เรื่องที่สอง งานหลายคู่เป็นคู่แฝดที่ต้องอยู่ด้วยกัน เช่น การทำความสะอาดตามรอบ (Maintain) กับการติดฝาครอบลดสิ่งสกปรก (Kaizen) ถ้าทำแต่อันแรก คนจะเหนื่อยและเลิกทำในที่สุด ถ้าทำแต่อันหลัง ฝาครอบจะกลายเป็นที่สะสมสิ่งสกปรกใหม่เพราะไม่มีใครเปิดออกมาดู ทั้งสองขาต้องเดินคู่กันเสมอ
ตัวชี้วัดที่เหมาะกับแต่ละขา
ประเด็นนี้สำคัญพอที่จะแยกออกมาอธิบายเป็นหัวข้อ เพราะการเลือกตัวชี้วัดผิดขาคือสาเหตุอันดับหนึ่งที่ทำให้กิจกรรม TPM ตายกลางทาง
| มิติ | ตัวชี้วัดขา Maintain | ตัวชี้วัดขา Kaizen |
|---|---|---|
| เครื่องจักร | อัตราการตรวจตามแผน จำนวนป้ายผิดปกติที่ปิดได้ อัตราการทำ TBM ตรงกำหนด | MTBF MTTR จำนวนการเสียหยุดยาว OEE |
| คุณภาพ | อัตราการตรวจตามจุดควบคุมคุณภาพ จำนวนเงื่อนไขที่หลุดสเปกและถูกแก้ในวัน | อัตราของเสีย จำนวนข้อร้องเรียนลูกค้า ต้นทุนคุณภาพ |
| คน | อัตราการเข้าประชุมเช้า จำนวน OPL ที่สอนจริง ระดับทักษะตาม Skill Matrix | จำนวนไคเซ็นที่นำไปใช้จริง มูลค่าที่ประหยัดได้ต่อคน |
| ความปลอดภัย | จำนวนการชี้จุดเสี่ยงที่รายงาน อัตราการทำ KYT ก่อนงานเสี่ยง | จำนวนอุบัติเหตุ จำนวนจุดเสี่ยงที่ถูกกำจัดถาวร |
| ต้นทุน | อัตราการเบิกอะไหล่ตรงตามแผน จำนวนครั้งที่ของขาดสต๊อก | ต้นทุนบำรุงรักษาต่อหน่วยผลิต เงินที่ประหยัดได้สะสม |
หลักในการอ่านตารางนี้คือ ตัวชี้วัดขา Maintain เป็นตัวชี้วัดกระบวนการ ซึ่งขยับได้เร็วภายในสัปดาห์ และควบคุมได้โดยตรงโดยคนหน้างาน ส่วนตัวชี้วัดขา Kaizen เป็นตัวชี้วัดผลลัพธ์ ซึ่งขยับช้ากว่าและได้รับผลจากหลายปัจจัย
ในทางปฏิบัติ ควรตั้งตัวชี้วัดกระบวนการเป็นตัวหลักในหกเดือนแรกของการทำ AM แล้วค่อยเพิ่มน้ำหนักตัวชี้วัดผลลัพธ์ทีหลัง เพราะถ้าตั้งเป้าที่ผลลัพธ์ตั้งแต่วันแรก ทีมจะข้ามขั้นไปทำไคเซ็นเลย ซึ่งได้ผลระยะสั้นแล้วย้อนกลับ ก่อนเอา OEE ไปตั้งเป้า แนะนำให้อ่าน OEE คืออะไร ประกอบ
กับดักที่เจอบ่อยและวิธีออก
กับดักที่ 1 เอาไคเซ็นมาวัดแบบ Maintain
อาการคือตั้ง KPI ว่า "แต่ละกลุ่มต้องส่งไคเซ็น 2 เรื่องต่อเดือน" ผลที่ได้คือไคเซ็นจำนวนมากที่ไม่มีมูลค่า เพราะทีมจะเลือกทำเรื่องที่ทำง่ายและปิดเร็ว ไม่ใช่เรื่องที่คุ้มค่า ทางออกคือเปลี่ยนจากการนับจำนวนเป็นการวัดมูลค่ารวม และดูว่าเรื่องที่ทำมาจากการวิเคราะห์ความสูญเสียหรือไม่ ดูวิธีจัดลำดับด้วยเงินได้ที่บทความ Kaizen หรือ Focused Improvement
กับดักที่ 2 เอา Maintain มาวัดแบบไคเซ็น
อาการคือถามทีมที่เพิ่งทำ AM ขั้น 1 ได้สามเดือนว่า "แล้ว OEE ขึ้นเท่าไร" พอตอบว่ายังไม่ขึ้น ก็สรุปว่ากิจกรรมไม่ได้ผล ทางออกคือกำหนดตั้งแต่ต้นว่าช่วงไหนวัดด้วยอะไร และสื่อสารกับผู้บริหารให้เข้าใจว่ากราฟช่วงแรกจะยังไม่ขยับ สิ่งที่ควรดูคือจำนวนความผิดปกติที่ถูกค้นพบ ซึ่งควรจะพุ่งสูงขึ้นในช่วงแรก และนั่นคือสัญญาณที่ดี ไม่ใช่สัญญาณที่แย่
กับดักที่ 3 มาตรฐานที่ไม่มีใครทบทวน
มาตรฐานที่ไม่เคยแก้จะค่อย ๆ เพี้ยนจากสภาพจริง จนถึงจุดที่คนหน้างานทำงานอีกแบบและเซ็นเอกสารอีกแบบ ทางออกคือกำหนดรอบทบทวนที่ชัด และให้คนหน้างานเป็นคนเสนอแก้
กับดักที่ 4 หัวหน้าที่ตรวจแต่เอกสาร
ถ้าหัวหน้าใช้เวลาส่วนใหญ่ไปกับการดูว่าใบเช็คลิสต์เซ็นครบไหม ทีมจะเรียนรู้ว่าสิ่งที่สำคัญคือลายเซ็น ไม่ใช่สภาพเครื่อง ทางออกคือให้หัวหน้าไปที่เครื่องแล้วสุ่มดูว่าสภาพตรงกับที่บันทึกไว้หรือไม่
กับดักที่ 5 ไคเซ็นที่ไม่ถูกส่งกลับเข้ามาตรฐาน
นี่คือสาเหตุของอาการ "ทำแล้วย้อนกลับ" ที่เล่าไว้ตอนต้นบทความ ทางออกคือทำให้ขั้นตอนสุดท้ายของทุกโครงการไคเซ็นคือการแก้มาตรฐาน แก้ใบเช็คลิสต์ ทำ OPL สอน และกำหนดคนติดตามที่ 30 60 และ 90 วัน ถ้าโครงการยังไม่ทำสามอย่างนี้ ถือว่ายังปิดไม่ได้ ไม่ว่าตัวเลขจะสวยแค่ไหน
กับดักที่ 6 แยกงานซ่อมกับงานรักษาสภาพไม่ออก
หลายโรงงานให้ฝ่ายผลิตทำ AM แต่ไม่ได้จัดระบบงานฝั่งช่างให้สอดคล้อง ผลคืองานที่แจ้งไปจะกองอยู่โดยไม่มีคิวและไม่มีกำหนดเสร็จ แล้วพนักงานจะเลิกแจ้ง การทำให้ฝั่งช่างรับช่วงต่อได้ต้องอาศัยโครงสร้างของ Planned Maintenance ที่ชัดเจน ทั้งเรื่องคิวงาน แผนตรวจตามเวลา และการจัดการอะไหล่
เริ่มต้นใน 90 วัน แบบที่ทำได้จริง
ถ้าจะเริ่มวางระบบ Daily Management ในไลน์นำร่องหนึ่งไลน์ ผมแนะนำลำดับแบบนี้ ซึ่งใช้ได้กับโรงงานขนาดกลางที่ไม่มีทีมงาน TPM เต็มเวลา
| ช่วง | สิ่งที่ทำ | ผลลัพธ์ที่ต้องเห็นเมื่อจบช่วง |
|---|---|---|
| วันที่ 1-15 | เลือกไลน์นำร่อง เก็บข้อมูลพื้นฐานการหยุดเครื่องและของเสียแบบรายวัน กำหนดว่าอะไรคือ "ความผิดปกติ" | มีข้อมูลพื้นฐาน 2 สัปดาห์ที่เชื่อถือได้ และมีนิยามความผิดปกติที่ทุกกะเข้าใจตรงกัน |
| วันที่ 16-30 | ตั้งบอร์ดหน้างาน เริ่มประชุมเช้า 10 นาที ทุกวัน เริ่มระบบป้ายผิดปกติ | ประชุมเช้าเกิดขึ้นครบทุกวันทำงาน มีป้ายผิดปกติติดจริงอย่างน้อย 30 ใบ |
| วันที่ 31-50 | ทำ 5ส ที่พื้นที่เครื่องนำร่อง จัดจุดวางของและทำเครื่องหมายให้เห็นสถานะด้วยตา | หาของเจอใน 30 วินาที เห็นได้ด้วยตาว่าอะไรไม่อยู่ที่ |
| วันที่ 51-70 | ร่างมาตรฐานทำความสะอาด หล่อลื่น ขันแน่น โดยให้พนักงานหน้างานเขียนเอง ทำ OPL ประกอบ | มีมาตรฐานที่ทำได้จริงในเวลาไม่เกิน 10 นาทีต่อกะ ติดอยู่ที่จุดทำงาน |
| วันที่ 71-90 | เริ่มวัดอัตราการทำตามมาตรฐาน หัวหน้าทบทวนหน้างานสัปดาห์ละครั้ง เลือกไคเซ็นเรื่องแรกจากข้อมูลที่เก็บได้ | อัตราการทำตามมาตรฐานเกิน 80% และมีโครงการไคเซ็นที่มาจากข้อมูลจริง 1 เรื่อง |
ข้อสังเกตคือไคเซ็นเรื่องแรกเพิ่งมาโผล่ในช่วงสุดท้าย ไม่ใช่ช่วงแรก เพราะก่อนหน้านั้นเรายังไม่มีข้อมูลที่ดีพอจะเลือกหัวข้อได้ถูก การรีบทำไคเซ็นตั้งแต่เดือนแรกมักจบลงที่การแก้ปัญหาที่ดังที่สุด ซึ่งไม่ใช่ปัญหาที่แพงที่สุดเสมอไป หากต้องการคนช่วยออกแบบลำดับนี้ให้เข้ากับข้อจำกัดของโรงงานตัวเอง การคุยกับที่ปรึกษาด้าน TPMตั้งแต่ช่วงวางแผนจะช่วยลดการลองผิดลองถูกได้มาก
เรื่องการจัดพื้นที่และการทำให้เห็นสถานะด้วยตา ถ้ายังไม่แน่ใจว่าต้องทำถึงระดับไหน แนะนำอ่านบทความ 5ส คืออะไร ประกอบ เพราะ 5ส ที่ทำถูกวิธีจะเป็นฐานให้ Daily Management ทำงานได้ง่ายขึ้นมาก โดยเฉพาะข้อสุดท้ายที่ว่าด้วยการรักษาให้เป็นนิสัย ซึ่งก็คือ Daily Management นั่นเอง
คำถามที่ผู้บริหารควรถาม แทนคำถามที่มักถาม
คำถามเป็นตัวกำหนดพฤติกรรม ถ้าถามผิด ทีมจะทำงานเพื่อตอบคำถามนั้น ไม่ใช่เพื่อผลลัพธ์
| คำถามที่มักถาม | พฤติกรรมที่ได้ | คำถามที่ควรถามแทน |
|---|---|---|
| เดือนนี้ทำกิจกรรมกี่เรื่อง | ทำเรื่องเล็ก ๆ ให้ครบจำนวน | เรื่องที่ทำเดือนนี้มาจากข้อมูลตัวไหน |
| เช็คลิสต์ครบไหม | เซ็นให้ครบ | สัปดาห์นี้เจอความผิดปกติอะไรบ้าง แล้วปิดไปกี่เรื่อง |
| OEE ขึ้นหรือยัง | เลือกวัดเฉพาะช่วงที่เครื่องเดินดี | ตอนนี้ความสูญเสียก้อนใหญ่สุดคืออะไร และเราจัดการถึงไหนแล้ว |
| ทำไมยังเสียอยู่ | ปกปิดการเสีย รายงานน้อยกว่าจริง | การเสียครั้งนี้บอกอะไรเราเรื่องมาตรฐานที่มีอยู่ |
| บอร์ดอัปเดตหรือยัง | อัปเดตก่อนวันตรวจ | ข้อมูลบนบอร์ดสัปดาห์นี้ทำให้ตัดสินใจอะไรไปบ้าง |
คำถามฝั่งขวาทั้งหมดถามหาความเชื่อมโยงระหว่างข้อมูลกับการตัดสินใจ ไม่ใช่ความครบถ้วนของเอกสาร และเป็นสิ่งที่ผู้บริหารเปลี่ยนได้ทันทีโดยไม่ต้องใช้งบประมาณ
เมื่อไรควรขอความช่วยเหลือจากภายนอก
โรงงานส่วนใหญ่วางระบบ Daily Management เองได้ ถ้ามีคนที่เข้าใจหลักการและมีเวลาพอ แต่มีสามสถานการณ์ที่การมีคนนอกมาช่วยจะประหยัดเวลาได้มาก ดังนี้
หนึ่ง เคยทำแล้วล้มมาก่อนหนึ่งรอบ ปัญหามักไม่ใช่เรื่องเทคนิคแต่เป็นความเชื่อของทีมที่ว่าเดี๋ยวก็เลิกเหมือนเดิม สอง มีหลายไลน์หรือหลายโรงงานที่ต้องทำให้เป็นมาตรฐานเดียวกัน สาม ผู้บริหารกับหน้างานมองปัญหาคนละเรื่องจนคุยกันไม่รู้เรื่อง
ถ้าอยู่ในสถานการณ์เหล่านี้ การปรึกษาที่ปรึกษา TPMที่เคยผ่านการวางระบบจริงจะช่วยย่นเวลาลองผิดลองถูกไปได้หลายเดือน แต่ข้อควรระวังคือ ที่ปรึกษาที่ดีต้องทำให้ทีมของคุณทำเองได้ ไม่ใช่ทำแทนให้ เพราะ Daily Management เป็นเรื่องที่ต้องเกิดขึ้นทุกวันโดยคนของคุณเอง ถ้าระบบยังเดินได้เฉพาะตอนที่ที่ปรึกษามา แปลว่ายังไม่สำเร็จ
อีกด้านหนึ่งที่มักถูกมองข้ามคือเครื่องมือบันทึกข้อมูล ระบบ Daily Management ที่ใช้กระดาษล้วนจะเริ่มเหนื่อยเมื่อขยายเกินสามไลน์ เพราะการรวบรวมและวิเคราะห์จะกินเวลาหัวหน้างานจนไม่เหลือเวลาไปหน้างาน จุดนี้โปรแกรม TPMที่ให้คนหน้างานกรอกได้เร็วจะช่วยได้จริง แต่ต้องเริ่มจากกระบวนการที่ชัดก่อน ไม่ใช่ซื้อระบบมาหวังให้มันสร้างวินัยให้
สรุป
กิจกรรม TPM มีสองขาที่ต้องเดินคู่กันแต่ต้องแยกให้ออก ขา Maintain หรือ Daily Management มีหน้าที่ทำให้ผลลัพธ์ไม่ตก ใช้วงจร SDCA วัดด้วยการทำตามมาตรฐานและจำนวนความผิดปกติที่จัดการได้ ส่วนขา Kaizen มีหน้าที่ยกเพดานผลลัพธ์ ใช้วงจร PDCA วัดด้วยตัวเลขผลลัพธ์ที่เปลี่ยนไปและเงินที่ประหยัดได้
ลำดับที่ถูกคือทำให้นิ่งก่อนแล้วค่อยยกระดับ แล้วตรึงระดับใหม่ด้วยมาตรฐานใหม่ วนแบบนี้เป็นขั้นบันได AM ทั้ง 7 ขั้นคือ Daily Management ของเครื่องจักร โดยห้าขั้นแรกเป็นขา Maintain เป็นหลัก และปลายทางคือ Autonomous Management ที่ทีมหน้างานจัดการตัวเองได้ ซึ่งจะเกิดขึ้นก็ต่อเมื่อมีทักษะ ข้อมูล อำนาจตัดสินใจ และเวลาครบทั้งสี่อย่าง
ถ้าจะจำอะไรจากบทความนี้ได้ข้อเดียว ขอให้จำว่า ก่อนจะตั้งเป้าหรือประเมินกิจกรรมใด ๆ ให้ถามตัวเองก่อนว่า "งานนี้เป็นการรักษาสภาพหรือการยกระดับ" แล้วเลือกไม้บรรทัดให้ถูกอัน แค่นี้ก็จะช่วยให้ทีมไม่เหนื่อยฟรี และช่วยให้ตัวเลขที่รายงานขึ้นไปข้างบนมีความหมายจริง