Why-Why Analysis คือวิธีวิเคราะห์รากสาเหตุ (Root Cause Analysis) ที่ใช้มากที่สุดในโรงงานที่ทำ TPM และเป็นเครื่องมือที่ถูกใช้ผิดมากที่สุดเช่นกัน หลายโรงงานเขียนผัง Why ครบห้าชั้น ปิดใบรายงานสวยงาม แต่สามเดือนถัดมาปัญหาเดิมกลับมาอีก บทความนี้เขียนสำหรับวิศวกรและหัวหน้างานที่ต้องใช้ Why-Why จริงหน้าเครื่องจักร ครอบคลุมการนิยามปรากฏการณ์ กติกาการเขียนแต่ละชั้น การแยกสามสาย เคสเดินเต็มพร้อมตัวเลขก่อน–หลัง ตัวอย่างผิดเทียบถูก กับดักที่พบซ้ำ ไปจนถึงขอบเขตของเครื่องมือว่าเมื่อไรต้องเปลี่ยนไปใช้ P-M Analysis หรือ FTA แทน

Why-Why Analysis คืออะไร ต่างจาก 5 Why ทั่วไปอย่างไร

Why-Why Analysis คือการไล่คำถาม "ทำไม" ต่อเนื่องเป็นชั้น จากปรากฏการณ์ที่สังเกตได้จริง ลงไปจนถึงชั้นที่เมื่อแก้แล้วปรากฏการณ์นั้นจะไม่กลับมาเกิดซ้ำ จุดเด่นคือไม่ต้องใช้สถิติหรือซอฟต์แวร์ ใช้กระดาษแผ่นเดียวกับการยืนดูของจริงหน้างานก็ทำได้ จึงเหมาะกับกิจกรรมกลุ่มย่อยตามแนวทาง TPM Small-Group Activities

คนทั่วไปเรียกเครื่องมือนี้ว่า 5 Why แต่ในบริบท TPM คำว่า Why-Why มีความหมายเข้มกว่านั้นมาก

ประเด็น5 Why ที่ใช้กันทั่วไปWhy-Why ตามแนวทาง TPM
จุดตั้งต้นปัญหากว้าง เช่น เครื่องเสียบ่อย ของเสียเยอะปรากฏการณ์ (Phenomenon) ที่ระบุชิ้นส่วน สภาวะ และค่าที่วัดได้
จำนวนชั้นยึดเลข 5 เป็นเป้าหยุดเมื่อถึงชั้นที่แก้แล้วป้องกันการเกิดซ้ำได้และอยู่ในอำนาจควบคุม
ขอบเขตสายเดียว คือทำไมจึงเกิดสามสาย คือเกิด ตรวจไม่พบ และระบบปล่อยให้เกิด
จุดจบของงานสั่งอบรม เตือน ย้ำให้ระวังแก้เงื่อนไข แก้มาตรฐาน แล้วตรวจผลด้วยตัวเลข

ทำไมโรงงานส่วนใหญ่ทำแล้วไม่ได้ผล

จากการทบทวนใบวิเคราะห์จริงหลายแห่ง สาเหตุแทบไม่เคยเป็นเรื่องเครื่องมือ แต่เป็นเรื่องวินัยในการใช้

  1. เริ่มจากคำกว้างเกินไป เช่น "สายการผลิตหยุดบ่อย" ซึ่งรวมปรากฏการณ์คนละชนิดเข้าด้วยกัน ทุกชั้นถัดไปจึงเป็นการเดา
  2. ไล่ในห้องประชุม ไม่มีใครเดินไปดูของจริง ไม่มีการถอดชิ้นส่วนดูร่องรอยสึกหรอ
  3. จบที่คน ลงท้ายด้วย "พนักงานไม่ระวัง" ซึ่งเป็นการตัดสิน ไม่ใช่สาเหตุ
  4. ไม่แยกสายตรวจจับ ไม่ถามว่าทำไมความผิดปกตินั้นจึงหลุดผ่านการตรวจไปได้
  5. ไม่ปิดวงด้วยตัวเลข จึงไม่รู้ว่าแก้ถูกจุดหรือแค่เงียบไปชั่วคราว

สามในห้าข้อเป็นปัญหาการนิยามและการเก็บข้อเท็จจริง จึงควรอ่านเรื่องการนิยาม "ปัญหา" คืออะไร ควบคู่กันไป

หลักการที่ 1: เริ่มจากปรากฏการณ์ที่นิยามชัด

ปรากฏการณ์คือคำบรรยายสิ่งที่ผิดปกติในเชิงกายภาพ ระบุได้ว่าเกิดที่ชิ้นส่วนใด ลักษณะใด ภายใต้เงื่อนไขใด และวัดได้เท่าไร ส่วน "ปัญหา" ที่คนมักเขียนหัวผังมักเป็นผลกระทบทางธุรกิจ เช่น ผลผลิตไม่ถึงเป้า ต้นทุนสูง ซึ่งกว้างเกินกว่าจะไล่ทำไมได้ กติกาคือตอบ 5W1H ให้ครบด้วยข้อมูลจริงก่อนเขียนหัวผัง

คำถามสิ่งที่ต้องตอบตัวอย่างคำตอบที่ใช้ได้
Whatอะไรผิดปกติเชิงกายภาพขดลวดสเตเตอร์ไหม้เป็นวงรอบที่เฟส U
Whereเครื่องใด ตำแหน่งใดปั๊มหล่อเย็น P-203 มอเตอร์ 15 kW ด้านขั้วต่อ
Whenเมื่อไร หลังเหตุการณ์ใดกะกลางคืน หลังเดินต่อเนื่องเกิน 6 ชั่วโมง เกิด 4 ครั้งใน 5 เดือน
Whichเงื่อนไขใดเกิด เงื่อนไขใดไม่เกิดเกิดเฉพาะสูตรความหนืดสูง ไม่เกิดกับสูตรมาตรฐาน
Howมีสัญญาณนำหน้าอะไรกระแสไต่จาก 24 A เป็น 31 A ใน 40 นาทีก่อนรีเลย์ตัด

อีกเทคนิคที่ทำให้ปรากฏการณ์คมขึ้นเร็วที่สุด คือเปรียบเทียบเงื่อนไขที่เกิดกับเงื่อนไขที่ไม่เกิด เช่น เกิดที่ปั๊ม P-203 แต่ไม่เกิดที่ P-201 และ P-202 รุ่นเดียวกัน เกิดเมื่อเดินต่อเนื่องเกิน 6 ชั่วโมงแต่ไม่เกิดเมื่อเดินสั้นกว่า 4 ชั่วโมง เกิดเฉพาะสูตรความหนืดสูง และเกิดที่เฟส U ขณะที่เฟส V และ W ปกติ ความต่างที่เหลือคือรายการที่ต้องไปเก็บข้อเท็จจริงก่อนเริ่มไล่ Why ซึ่งเป็นแนวคิดเดียวกับการแยกปัจจัยใน 4M Analysis

หลักการที่ 2: ยืนอยู่บนของจริงหน้างานเสมอ

  • ไปดูของจริง เดินไปที่เครื่อง ถอดฝาครอบ ดูรอยสึก รอยครูด รอยรั่ว คราบ ถ่ายรูปแนบใบวิเคราะห์
  • วัดของจริง ใช้ตัวเลข เช่น ระยะคลอน แรงขัน อุณหภูมิ กระแส แทนคำว่าหลวม ร้อน สั่นแรง
  • ทำซ้ำให้เห็น จำลองเงื่อนไขจนปรากฏการณ์เกิดซ้ำต่อหน้า คือหลักฐานที่แข็งที่สุด

ก่อนไล่ Why ต้องทบทวนสภาพพื้นฐานก่อน เพราะความผิดปกติจำนวนมากเกิดจากสภาพพื้นฐานที่ไม่ได้รักษาไว้ ซึ่งเป็นหัวใจของ Autonomous Maintenance

รายการที่ต้องตรวจก่อนเสมอคือ ความสะอาดที่จุดเกิดเหตุ ชนิดและปริมาณสารหล่อลื่นเทียบมาตรฐาน ความแน่นของสลักเกลียวเทียบค่าแรงบิดพร้อมมาร์กตรวจด้วยสายตา เงื่อนไขใช้งานทั้งโหลด ความเร็ว และอุณหภูมิว่าอยู่ในช่วงที่ออกแบบไว้หรือไม่ และจุดที่ตรวจไม่ได้เพราะฝาครอบหรือระยะเข้าถึง ซึ่งต้องแก้ด้วย Visual Management ให้ตรวจได้ในไม่กี่วินาที ถ้าข้อใดไม่ผ่านให้คืนสภาพก่อนแล้วประเมินใหม่ เพราะบ่อยครั้งปรากฏการณ์หายไปตั้งแต่ขั้นนี้

อีกวินัยหนึ่งที่มักถูกมองข้ามคือการเทียบกับหลักการและมาตรฐานก่อนสรุปว่าสิ่งที่เห็นคือความผิดปกติ เพราะการไปดูของจริงหน้างานอย่างเดียวยังบอกไม่ได้ว่าค่าที่วัดได้ผิดปกติจริงหรือไม่ ต้องมีเกณฑ์อ้างอิงมาเทียบเสมอ นี่คือส่วนที่ขยายจาก 3-Gen ไปเป็น 5-Gen ด้วยการเพิ่มหลักการ (Genri) และมาตรฐาน (Gensoku) เข้ามาเทียบ อ่านรายละเอียดของแนวคิดนี้ได้ที่ 3-Gen และ 5-Gen: หลักคิดไปดูของจริงหน้างาน

สองแนวทางที่ต่างกันและมักสับสน

Why-Why มีสองแนวทางที่โครงสร้างผังต่างกันชัดเจน หลายทีมใช้ปนกันในผังเดียวจึงได้ผังที่อ่านย้อนกลับไม่สมเหตุสมผล

แนวทาง ก: ไล่ตามหลักการทำงาน (Principle-Based)

ใช้เมื่อปรากฏการณ์เป็นความผิดปกติเชิงกายภาพ วิธีคิดคือเริ่มจากคำถามว่าชิ้นส่วนนี้ต้องทำหน้าที่อะไรจึงจะทำงานถูกต้อง ระบุเงื่อนไขจำเป็นทั้งหมด เช่น แรงกด ระยะ ความเรียบ ความสะอาด ตรวจทีละเงื่อนไขว่าข้อใดไม่ครบ แล้วไล่ต่อว่าทำไมจึงไม่ครบ ข้อดีคือครอบคลุมสาเหตุที่ยังไม่เคยเกิด เพราะเดินตามโครงสร้างของกลไกไม่ใช่ตามความจำ ข้อจำกัดคือต้องมีคนที่เข้าใจหลักการทำงานของเครื่องร่วมทีม แนวคิดนี้เป็นบันไดขั้นแรกไปสู่ P-M Analysis

แนวทาง ข: ไล่ตามลำดับเหตุการณ์ (Event-Based)

ใช้เมื่อปรากฏการณ์เกิดจากลำดับการทำงานของคนหรือกระบวนการ เช่น หยิบผิดล็อต ตั้งค่าผิด ข้ามขั้นตอน หรืออุบัติเหตุระหว่างปฏิบัติงาน วิธีคิดคือเรียงไทม์ไลน์เหตุการณ์จริงจากบันทึกและภาพกล้องก่อน ระบุจุดที่ลำดับเบี่ยงจากมาตรฐาน แล้วจึงเริ่มไล่ทำไมที่จุดเบี่ยงนั้น โดยแยกว่าเป็นเรื่องความเป็นไปได้ทางกายภาพ ความชัดของมาตรฐาน หรือการรับรู้สัญญาณ

ประเด็นPrinciple-BasedEvent-Based
ใช้กับปรากฏการณ์แบบใดชำรุด สึกหรอ รั่ว ไหม้ ติดขัด ค่าคุณภาพเพี้ยนทำผิดขั้นตอน ตั้งค่าผิด สลับวัสดุ อุบัติเหตุ
จุดตั้งต้นหน้าที่และเงื่อนไขที่ทำให้หน้าที่สำเร็จไทม์ไลน์และจุดที่เบี่ยงจากมาตรฐาน
คนที่ต้องอยู่ในทีมวิศวกรเครื่องกล ไฟฟ้า หรือกระบวนการพนักงานที่อยู่ในเหตุการณ์ หัวหน้ากะ ผู้เขียนมาตรฐาน
มาตรการที่มักได้แก้เงื่อนไข เปลี่ยนวัสดุ ปรับระยะ ปรับรอบบำรุงรักษาPoka-Yoke ปรับลำดับงาน ปรับมาตรฐานและการฝึก
ความเสี่ยงถ้าเลือกผิดผังอธิบายกลไกได้แต่ไม่ตรงเหตุการณ์จริงผังจบที่พฤติกรรมคนโดยไม่แตะเงื่อนไขทางกายภาพ

ในเคสจริงจำนวนมาก คำตอบที่ดีที่สุดคือใช้ทั้งสองแนวทางแยกผังกัน แล้วนำมาตรการมารวมกันตอนท้าย เช่น อุบัติเหตุนิ้วโดนหนีบต้องไล่แบบเหตุการณ์เพื่อเข้าใจลำดับ และไล่แบบหลักการเพื่อเข้าใจว่าทำไมกลไกจึงยังเคลื่อนที่ได้ขณะมีมืออยู่ในพื้นที่อันตราย

6 ขั้นตอนการรัน Why-Why Analysis ทั้งกระบวนการ

สองหัวข้อก่อนหน้านี้อธิบายหลักคิดของ Why-Why ส่วนหัวข้อนี้คือลำดับการลงมือทำตั้งแต่เริ่มจนจบหนึ่งรอบ ทีมที่ได้ผังคุณภาพต่ำมักไม่ได้ผิดที่วิธีเขียนกล่อง แต่ข้ามขั้นตอนก่อนหน้านั้นไปเลย

ขั้นทำอะไรผลลัพธ์ที่ต้องได้ก่อนไปขั้นถัดไป
1. ยืนยันข้อเท็จจริงทำตามหลักการที่ 1 และ 2 ให้ครบก่อนแตะปากกาปรากฏการณ์นิยามชัดด้วย 5W1H พร้อมของจริงและตัวเลข
2. เข้าใจกลไกที่เกี่ยวข้องศึกษาว่าชิ้นส่วนหรือขั้นตอนนี้ควรทำงานอย่างไรจึงถูกต้อง ก่อนเดาสาเหตุรู้เงื่อนไขที่จำเป็นทั้งหมดสำหรับการทำงานปกติ ไม่ใช่แค่รู้ว่าอะไรพัง
3. เลือกแนวทางให้ตรงชนิดปัญหาตัดสินระหว่าง Principle-Based กับ Event-Based ตามตารางในหัวข้อก่อนหน้ารู้ว่าจะเริ่มไล่จากหน้าที่ของชิ้นส่วน หรือจากไทม์ไลน์เหตุการณ์
4. ไล่ผังตามกติกาการเขียนใช้กติกาในหัวข้อถัดไปควบคุมคุณภาพทุกกล่องผังที่อ่านย้อนกลับด้วยคำว่าเพราะฉะนั้นแล้วสมเหตุสมผลทุกชั้น
5. เลือกวิธียืนยันแต่ละกล่องก่อนยอมรับกล่องใดเข้าไปในผัง ต้องเลือกวิธีพิสูจน์ เช่น วัดซ้ำ ทำให้เกิดซ้ำ เทียบข้อมูลย้อนหลัง หรือถอดชิ้นส่วนตรวจทุกกล่องมีหลักฐานกำกับ ไม่มีกล่องใดอยู่บนสมมติฐานล้วน
6. สรุปคำตัดสินและมาตรการแยกกิ่งที่มีหลักฐานยืนยันออกจากกิ่งที่ถูกตัดทิ้ง แล้วเขียนมาตรการที่ชั้นซึ่งผ่านเกณฑ์หยุดมาตรการผูกกับกล่องที่พิสูจน์แล้ว ไม่ใช่กล่องที่ฟังดูสมเหตุสมผลที่สุด

ขั้นที่ทีมส่วนใหญ่ข้ามคือขั้น 2 และขั้น 5 ขั้น 2 ถูกข้ามเพราะทีมรีบเดาสาเหตุจากประสบการณ์เดิมโดยไม่ทวนหลักการทำงานจริงของเครื่องรุ่นนั้น ส่วนขั้น 5 ถูกข้ามเพราะการยืนยันแต่ละกล่องใช้เวลา ทีมจึงยอมรับกล่องที่ฟังดูมีเหตุผลเข้าไปในผังโดยไม่พิสูจน์ ผลคือมาตรการที่ตามมาแก้จุดที่ไม่ใช่สาเหตุจริง สำหรับปัญหาเรื้อรังที่ขั้น 2 ต้องลงลึกมาก แนะนำให้สลับไปใช้ P-M Analysis ทั้งกระบวนการแทน เพราะมีขั้นตอนวิเคราะห์เชิงฟิสิกส์ที่ละเอียดกว่า

วิธีไล่ให้ถูก: กติกาการเขียนแต่ละชั้น

คุณภาพของผังถูกกำหนดโดยคุณภาพของประโยคในแต่ละกล่อง ไม่ใช่จำนวนกล่อง กติกาห้าข้อนี้ควรใช้ตรวจทุกใบก่อนปิดงาน

ข้อ 1: ทุกประโยคต้องเป็นข้อเท็จจริงที่ตรวจสอบได้

ประโยคในกล่อง Why ต้องเขียนในรูปที่มีคนไปพิสูจน์ซ้ำได้ว่าจริงหรือไม่จริง ถ้าออกแบบวิธีตรวจสอบไม่ได้ แปลว่ายังเป็นความเห็น ไม่ใช่สาเหตุ

ประโยคที่เขียนตรวจสอบได้หรือไม่วิธีตรวจสอบ
แบริ่งร้อนไม่ชัด ต้องมีเกณฑ์วัดอุณหภูมิผิวเรือนแบริ่งเทียบเกณฑ์ 70 องศาเซลเซียส
อุณหภูมิผิวเรือนแบริ่ง 92 องศาเซลเซียส สูงกว่าเกณฑ์ 70ได้วัดซ้ำด้วยเทอร์โมมิเตอร์อินฟราเรดที่จุดเดิม
จุดอัดจาระบีอยู่หลังการ์ด ต้องถอดสกรู 6 ตัวจึงเข้าถึงได้ได้ยืนจับเวลาและนับจำนวนสกรูที่หน้างาน

ข้อ 2: ห้ามใช้คำตัดสินพฤติกรรม

คำว่าไม่ระวัง ขาดจิตสำนึก ประมาท ลืม ไม่ใส่ใจ ต้องไม่ปรากฏในผัง เหตุผลไม่ใช่เรื่องมารยาทแต่เป็นเรื่องเทคนิค เพราะคำเหล่านี้เป็นทางตัน ไล่ต่อไม่ได้ และมาตรการที่ตามมาจะเป็นการอบรมและตักเตือนซึ่งพิสูจน์แล้วว่าไม่ป้องกันการเกิดซ้ำ เมื่อทีมอยากเขียนคำเหล่านี้ ให้เปลี่ยนเป็นคำถามสามข้อแทน คือ ตอนนั้นคนทำงานมองเห็นสัญญาณหรือไม่ มาตรฐานบอกไว้ชัดหรือไม่ และการทำผิดเป็นไปได้ทางกายภาพหรือไม่ ซึ่งเชื่อมกับแนวคิด Jidoka ที่ให้ระบบหยุดเองเมื่อผิดปกติ

คำที่ห้ามใช้ประโยคที่ควรเขียนแทน
ลืมปิดวาล์วสถานะวาล์วไม่มีการแสดงผลที่แผงควบคุม ต้องเดินไปดูที่ตัววาล์วเท่านั้น
ไม่ระวังจึงหยิบผิดล็อตถังวัสดุสองล็อตวางติดกัน ฉลากเหมือนกัน ต่างเฉพาะตัวเลขท้ายขนาด 8 พอยต์
ขาดจิตสำนึกความปลอดภัยช่องเปิดกว้าง 120 มิลลิเมตร มือเข้าถึงกลไกได้โดยเครื่องไม่หยุด
ทำงานไม่ตามมาตรฐานมาตรฐานเขียนว่าขันให้แน่น ไม่ระบุค่าแรงบิด และไม่มีประแจวัดที่จุดงาน

ข้อ 3: ห้ามกระโดดข้ามชั้น

ระหว่างกล่องบนกับกล่องล่างต้องไม่มีขั้นตอนที่หายไป วิธีตรวจคือถามว่าจากประโยคล่างไปสู่ประโยคบน มีเหตุการณ์กลางที่ต้องเกิดก่อนหรือไม่ ถ้ามีต้องแทรกกล่องเพิ่ม การกระโดดข้ามชั้นทำให้มาตรการไปแก้ผิดจุด เพราะขั้นที่หายไปมักเป็นขั้นที่ควบคุมได้ง่ายที่สุด

ข้อ 4: อ่านย้อนกลับด้วยคำว่า "เพราะฉะนั้น"

นี่คือเครื่องมือตรวจคุณภาพผังที่ทรงพลังที่สุดและใช้เวลาไม่ถึงห้านาที ให้อ่านจากกล่องล่างสุดขึ้นมาหากล่องบนสุด เชื่อมแต่ละชั้นด้วยคำว่าเพราะฉะนั้น ถ้าฟังแล้วขัดหู มีขั้นหาย หรือสรุปเกินจริง แปลว่าชั้นนั้นยังไม่ถูก เช่นประโยคที่ว่าพนักงานไม่ได้ทำความสะอาด เพราะฉะนั้นมอเตอร์ไหม้ ถือว่าไม่ผ่านเพราะข้ามกลไกทั้งหมด

อ่านย้อนแล้วผ่าน: ท่อระบายความร้อนถูกฝุ่นอุดจนพื้นที่ระบายเหลือครึ่งหนึ่ง เพราะฉะนั้นอากาศระบายผ่านได้น้อยลง เพราะฉะนั้นอุณหภูมิขดลวดสูงเกินพิกัดฉนวน เพราะฉะนั้นฉนวนเสื่อมและเกิดลัดวงจรระหว่างรอบ เพราะฉะนั้นมอเตอร์ไหม้

ข้อ 5: หนึ่งกล่องหนึ่งความคิด

ห้ามเขียนสองสาเหตุในกล่องเดียวโดยใช้คำว่าและหรือหรือ เพราะจะไล่ต่อไม่ได้และตรวจสอบไม่ได้ ถ้ามีสองสาเหตุให้แตกเป็นสองกิ่ง แล้วตรวจแยกกันว่ากิ่งใดมีหลักฐานสนับสนุน การบันทึกกิ่งที่ถูกตัดทิ้งพร้อมเหตุผลมีค่ามาก เพราะป้องกันไม่ให้ทีมถัดไปเสียเวลาซ้ำ

ข้อ 6: บังคับโครงประโยคสั้น "อะไร ทำอะไร หรือกลายเป็นอะไร"

กล่อง Why ที่ดีมีโครงประโยคเดียวเสมอ คือชิ้นส่วนหรือตัวแปร ตามด้วยกริยาที่สังเกตได้จริง แล้วจบด้วยผลที่เกิดขึ้น เช่น "อุณหภูมิผิวเรือนแบริ่งขึ้นถึง 92 องศา" ไม่ใช่ "แบริ่งร้อนเพราะน่าจะขาดจาระบีมานาน" ประโยคแบบหลังลักลอบใส่เหตุผลที่ยังไม่ผ่านการตรวจสอบเข้าไปในกล่องเดียวกับข้อเท็จจริง ทำให้เวลาอ่านย้อนกลับด้วยคำว่าเพราะฉะนั้นแล้วสะดุด เพราะจริง ๆ มีสองความคิดซ่อนอยู่ในกล่องเดียว

ประโยคที่ยืดยาวเกินไปโครงประโยคสั้นที่ควรใช้แทน
สายพานล้าเพราะน่าจะรับแรงดึงเกินสเปกจากการตั้งความตึงผิดสายพานขาดที่ตำแหน่งรอยต่อ
เซนเซอร์อ่านค่าผิดเพราะฝุ่นเกาะจนคาดว่าตรวจจับไม่แม่นยำหน้าเลนส์เซนเซอร์มีชั้นฝุ่นหนา 0.3 มิลลิเมตร
งานเสียเพราะแม่พิมพ์สึกไปตามอายุการใช้งานที่นานเกินไปผิวโพรงแม่พิมพ์มีรอยขีดลึก 0.05 มิลลิเมตรที่ตำแหน่งเดิมทุกครั้ง

ถ้าเขียนกล่องแล้วต้องใช้คำว่า "เพราะน่าจะ" หรือ "อาจจะเกิดจาก" แปลว่ากล่องนั้นยังเป็นสมมติฐาน ต้องแยกออกไปเป็นกล่องที่รอการตรวจสอบตามขั้นที่ 5 ในหัวข้อ 6 ขั้นตอนการรัน Why-Why Analysis ทั้งกระบวนการก่อนหน้านี้ ไม่ใช่เขียนปนเข้าไปในกล่องเดียวกับข้อเท็จจริงที่ยืนยันแล้ว

จะหยุดที่ชั้นไหน

ไม่มีตัวเลขตายตัว ให้ใช้เกณฑ์หยุดสี่ข้อ ถ้าครบทั้งสี่ให้หยุดได้แม้ยังไม่ถึงชั้นห้า และถ้ายังไม่ครบก็ต้องไล่ต่อแม้เลยชั้นห้าไปแล้ว

เกณฑ์หยุดคำถามที่ต้องตอบว่าใช่ถ้าตอบว่าไม่ใช่
ป้องกันการเกิดซ้ำได้ถ้าแก้ชั้นนี้ ปรากฏการณ์เดิมจะไม่กลับมาในเงื่อนไขเดิมใช่หรือไม่ไล่ต่อ เพราะยังเป็นการแก้อาการ
อยู่ในอำนาจควบคุมหน่วยงานเราลงมือแก้ได้เองใช่หรือไม่หยุดที่ชั้นที่ควบคุมได้ พร้อมบันทึกข้อจำกัดและมาตรการชดเชย
เป็นเงื่อนไขไม่ใช่บุคคลประโยคนี้พูดถึงเงื่อนไขทางกายภาพ มาตรฐาน หรือระบบใช่หรือไม่เขียนใหม่ ห้ามจบที่ตัวบุคคล
มีหลักฐานยืนยันมีข้อมูล ภาพ หรือค่าวัดสนับสนุนใช่หรือไม่ไปเก็บหลักฐานก่อน อย่าไล่ต่อบนสมมติฐาน

ในทางปฏิบัติ ปัญหาเชิงกลไกที่ชัดเจนมักจบที่ชั้น 3 ถึง 4 ส่วนปัญหาที่เกี่ยวกับมาตรฐานและระบบมักต้องถึงชั้น 5 ถึง 6 การบังคับให้ครบห้าชั้นทุกใบเป็นสาเหตุหลักที่ทำให้เกิดกล่องขยะ เช่น "เพราะไม่มีการอบรม" ต่อท้ายผังที่จบสมบูรณ์แล้วตั้งแต่ชั้นสาม

แยกสามสายเสมอ: เกิด ตรวจไม่พบ และระบบปล่อยให้เกิด

ผังที่สมบูรณ์ต้องมีสามสาย ถ้าทำเพียงสายเดียวคือทำไมจึงเกิด มาตรการจะครอบคลุมไม่พอ เพราะแม้ป้องกันสาเหตุตรงได้ ก็ไม่มีอะไรรับประกันว่าความผิดปกติลักษณะใหม่ในอนาคตจะถูกจับได้ทัน แนวคิดนี้ตรงกับตรรกะป้องกันของ Quality Maintenance ที่แยกการป้องกันการเกิดออกจากการป้องกันการหลุดรอด

สายคำถามหลักมาตรการที่มักได้ตัวชี้วัดที่ใช้ยืนยัน
1 ทำไมจึงเกิดอะไรทำให้เงื่อนไขทางกายภาพเบี่ยงจนเกิดปรากฏการณ์แก้เงื่อนไข เปลี่ยนวัสดุ ปรับระยะ ปรับรอบบำรุงรักษาจำนวนครั้งการเกิดซ้ำ ค่าที่วัดได้ของเงื่อนไขนั้น
2 ทำไมจึงไม่พบก่อนเกิดทำไมสัญญาณนำหน้าจึงไม่ถูกตรวจพบหรือไม่ถูกรายงานเพิ่มจุดตรวจ ทำให้มองเห็นได้ ติดเซนเซอร์ ปรับเกณฑ์แจ้งเตือนอัตราการตรวจพบล่วงหน้า เวลาตั้งแต่พบสัญญาณถึงลงมือ
3 ทำไมระบบจึงปล่อยให้เกิดทำไมมาตรฐาน การออกแบบ หรือระบบบริหารจึงยอมให้เงื่อนไขนั้นดำรงอยู่แก้มาตรฐาน แก้แบบ ปรับการอนุมัติ ปรับการฝึกและการส่งต่อข้อมูลระหว่างกะจำนวนมาตรฐานที่แก้แล้ว ผลตรวจการปฏิบัติตามมาตรฐาน

สายที่ 2 และ 3 มักให้ผลตอบแทนสูงกว่าในระยะยาว เพราะมาตรการจากสองสายนี้ครอบคลุมความผิดพลาดชนิดอื่นที่ยังไม่เคยเกิด ขณะที่สายที่ 1 แก้ได้เฉพาะกลไกเดิม การไล่ครบสามสายจึงเป็นเงื่อนไขจำเป็นของการมุ่งสู่ Zero Breakdown

เคสเดินเต็มที่ 1: มอเตอร์ปั๊มหล่อเย็นไหม้ซ้ำ

มอเตอร์ปั๊มหล่อเย็น P-203 ขนาด 15 กิโลวัตต์ ไหม้ 4 ครั้งใน 5 เดือน ค่าซ่อมครั้งละประมาณ 28,000 บาท และหยุดสายครั้งละ 3 ถึง 5 ชั่วโมง ทีมเคยแก้ด้วยการเปลี่ยนมอเตอร์ใหม่และเพิ่มขนาดรีเลย์ แต่ปัญหากลับมาอีก

ปรากฏการณ์ที่นิยามแล้ว: ขดลวดสเตเตอร์เฟส U ไหม้เป็นวงรอบ เกิดหลังเดินต่อเนื่องเกิน 6 ชั่วโมงในกะกลางคืนขณะผลิตสูตรความหนืดสูง โดยกระแสไต่จาก 24 แอมแปร์เป็น 31 แอมแปร์ภายใน 40 นาทีก่อนรีเลย์ตัด

ชั้นสายที่ 1 ทำไมจึงเกิด (พร้อมหลักฐาน)
Why 1ฉนวนขดลวดเฟส U เสื่อมจนเกิดลัดวงจรระหว่างรอบ ความต้านทานฉนวนเหลือ 0.3 เมกะโอห์ม จากเกณฑ์ 5
Why 2อุณหภูมิขดลวดจากเทอร์มิสเตอร์ฝังในขดลวดขึ้นถึง 168 องศาเซลเซียส เกินพิกัดฉนวนคลาส F ที่ 155
Why 3 กิ่ง กช่องระบายอากาศด้านครีบอุดตันด้วยฝุ่นแป้งผสมไอน้ำมัน พื้นที่ระบายเหลือ 45 เปอร์เซ็นต์ ยืนยันด้วยภาพถ่ายและการวัด
Why 3 กิ่ง ขกระแสใช้งานจริงจากอินเวอร์เตอร์ 31 แอมแปร์ สูงกว่าพิกัดต่อเนื่องบนเนมเพลต 28 แอมแปร์
Why 4 ของ กมอเตอร์ติดตั้งใต้จุดระบายไอจากหม้อผสม ฝุ่นจึงเกาะเป็นคราบเหนียวที่ครีบระบายความร้อน
Why 4 ของ ขใบพัดปั๊มเลือกตามสูตรเดิม ไม่ได้ทบทวนเมื่อเพิ่มสูตรความหนืดสูงเมื่อ 7 เดือนก่อน ตามเอกสารเปลี่ยนแปลงผลิตภัณฑ์
ชั้นสายที่ 2 ทำไมจึงไม่พบก่อนเกิดสายที่ 3 ทำไมระบบจึงปล่อยให้เกิด
Why 1ไม่มีใครรู้ว่ากระแสไต่ขึ้นก่อนเกิดเหตุ 40 นาทีไม่มีขั้นตอนทบทวนภาระเครื่องจักรเมื่อเพิ่มสูตรผลิตภัณฑ์ใหม่
Why 2ค่ากระแสถูกบันทึกในอินเวอร์เตอร์แต่ไม่แสดงผลที่จุดปฏิบัติงานเอกสารควบคุมการเปลี่ยนแปลงครอบคลุมเฉพาะพารามิเตอร์คุณภาพ ไม่ครอบคลุมเชิงกล

มาตรการที่ออกคือ สายที่ 1 ติดแผ่นกันไอเหนือมอเตอร์ ย้ายทิศทางดูดอากาศเย็น เพิ่มรอบทำความสะอาดครีบเป็นทุกสัปดาห์ และเปลี่ยนใบพัดจนกระแสสูงสุดเหลือ 25 แอมแปร์ สายที่ 2 ตั้งเกณฑ์เตือนล่วงหน้าที่ 27 แอมแปร์ขึ้นแผงควบคุม และเพิ่มการตรวจอุณหภูมิผิวมอเตอร์ในใบตรวจประจำกะ สายที่ 3 แก้แบบฟอร์มควบคุมการเปลี่ยนแปลงให้มีช่องทบทวนภาระเชิงกลและไฟฟ้าทุกครั้งที่เพิ่มสูตรใหม่

ตัวชี้วัดก่อน (5 เดือน)หลัง (6 เดือน)
จำนวนครั้งมอเตอร์ไหม้4 ครั้ง0 ครั้ง
ชั่วโมงหยุดสายจากเหตุนี้16.5 ชั่วโมง0 ชั่วโมง
ค่าซ่อมสะสม112,000 บาท0 บาท ค่าปรับปรุงครั้งเดียว 46,000 บาท
MTBF ของปั๊ม P-203ประมาณ 900 ชั่วโมงเกิน 4,300 ชั่วโมง

ค่า MTBF คำนวณตามวิธีในบทความ MTBF และ MTTR และมาตรการทั้งหมดถูกผูกเข้าแผนตามแนวทาง Planned Maintenance

เคสเดินเต็มที่ 2: ของเสียจากการติดฉลากเบี้ยว

สายบรรจุขวดพลาสติกพบของเสียจากฉลากเบี้ยว 1.8 เปอร์เซ็นต์ของผลผลิต หรือประมาณ 3,600 ขวดต่อสัปดาห์ ทีมเคยแก้ด้วยการเพิ่มพนักงานตรวจปลายสายและปรับตั้งเครื่องทุกเช้า แต่อัตราของเสียไม่ลด

ปรากฏการณ์ที่นิยามแล้ว: ฉลากเอียงจากแนวตั้งเกิน 2 มิลลิเมตรที่ขอบล่าง เกิดเป็นช่วงติดกัน 15 ถึง 30 ขวดแล้วหายไปเอง พบมากในชั่วโมงแรกหลังเปลี่ยนม้วนฉลาก และพบเฉพาะขวดขนาด 500 มิลลิลิตร

ชั้นสายที่ 1 ทำไมจึงเกิด (พร้อมค่าที่วัดได้)
Why 1ขวดหมุนคลาดตำแหน่งขณะฉลากสัมผัสผิวขวด ยืนยันด้วยวิดีโอความเร็วสูง
Why 2แรงกดลูกกลิ้งวัดได้ 12 ถึง 19 นิวตัน แกว่งเกินเกณฑ์ 15 บวกลบ 2 นิวตัน ขวดจึงลื่นไถลช่วงสั้น
Why 3สปริงปรับแรงกดคลายตัว เพราะสลักล็อกตำแหน่งสึกจนมีระยะคลอน 0.8 มิลลิเมตร จากสเปกไม่เกิน 0.1
Why 4สลักถูกถอดเข้าออกวันละ 3 ครั้งตามการเปลี่ยนขนาดขวด เกินสมมติฐานตอนออกแบบที่กำหนดไว้สัปดาห์ละครั้ง
ชั้นสายที่ 2 ทำไมจึงไม่พบก่อนเกิดสายที่ 3 ทำไมระบบจึงปล่อยให้เกิด
Why 1ของเสียถูกพบที่ปลายสาย หลังผลิตไปแล้วหลายสิบขวดมาตรฐานการเปลี่ยนรุ่นไม่มีขั้นตอนตรวจระยะคลอนของสลักล็อก
Why 2ไม่มีการตรวจแนวฉลากที่จุดติดฉลากทันทีหลังเปลี่ยนม้วนรายการอะไหล่สิ้นเปลืองไม่ระบุสลักล็อกเป็นชิ้นส่วนที่ต้องเปลี่ยนตามรอบ

มาตรการที่ออกคือ เปลี่ยนสลักล็อกเป็นวัสดุชุบแข็งจนระยะคลอนเหลือ 0.05 มิลลิเมตร ทำชุดตั้งตำแหน่งแบบเสียบล็อกตายตัวตามหลัก Poka-Yoke ซึ่งช่วยลดเวลาเปลี่ยนรุ่นตามแนวทาง SMED ไปพร้อมกัน ติดเกจแนวฉลากที่จุดออกจากสถานีโดยตรวจ 3 ขวดแรกทุกม้วน เพิ่มการตรวจระยะคลอนในใบตรวจเปลี่ยนรุ่นและกำหนดรอบเปลี่ยนสลักทุก 6 เดือน และส่งข้อมูลการสึกหรอเข้าคลังข้อมูล MP ตามแนวทาง Early Management

ตัวชี้วัดก่อนหลัง 3 เดือน
อัตราของเสียจากฉลากเบี้ยว1.80 เปอร์เซ็นต์0.12 เปอร์เซ็นต์
มูลค่าความสูญเสียต่อปีประมาณ 1,050,000 บาทประมาณ 70,000 บาท

การแปลงของเสียเป็นมูลค่าเพื่อจัดลำดับงานปรับปรุงใช้วิธีเดียวกับ Cost Deployment และเมื่อสำเร็จควรถอดเป็นบทเรียนสั้นตามรูปแบบ OPL ให้ทุกกะ

เคสเดินเต็มที่ 3: อุบัติเหตุนิ้วโดนหนีบที่เครื่องปิดกล่อง

พนักงานถูกกลไกดันกล่องหนีบนิ้วชี้ขวาขณะเอื้อมเข้าไปดึงกล่องที่ติดขัด บาดเจ็บระดับต้องพักงาน 1 วัน เคสนี้ต้องไล่ครบสามสายอย่างเคร่งครัด และห้ามจบที่คำว่าประมาท เพราะเคสความปลอดภัยที่จบที่พฤติกรรมคือเคสที่จะเกิดซ้ำ

ปรากฏการณ์ที่นิยามแล้ว: นิ้วชี้มือขวาถูกหนีบระหว่างแผ่นดันกล่องกับโครงนำกล่องที่สถานีปิดฝา ขณะเครื่องอยู่ในโหมดเดินอัตโนมัติ หลังกล่องติดขัดเป็นครั้งที่ 3 ในกะเดียวกัน

ชั้นสายที่ 1 ทำไมจึงเกิดสายที่ 2 ทำไมจึงไม่พบก่อนเกิดสายที่ 3 ทำไมระบบจึงปล่อยให้เกิด
Why 1มือเข้าถึงจุดหนีบได้ขณะกลไกยังเคลื่อนที่กล่องติดขัดซ้ำ 3 ครั้งในกะเดียว แต่ไม่มีการหยุดเครื่องเพื่อหาสาเหตุไม่มีการทบทวนการประเมินความเสี่ยงหลังการดัดแปลงเครื่องจักร
Why 2ช่องเปิดสำหรับดึงกล่องกว้าง 140 มิลลิเมตร ไม่มีสวิตช์ตัดการทำงานเมื่อเปิดการติดขัดถูกมองว่าเป็นเรื่องปกติ ไม่เข้าเกณฑ์ที่ต้องบันทึกเป็นความผิดปกติระเบียบควบคุมการดัดแปลงครอบคลุมเฉพาะงานที่เปลี่ยนวงจรควบคุม ไม่ครอบคลุมโครงสร้างการ์ด
Why 3ช่องนี้ถูกดัดแปลงเพิ่มเมื่อ 2 ปีก่อนเพื่อแก้กล่องติดขัดได้เร็ว โดยไม่ประเมินความเสี่ยงใหม่เกณฑ์บันทึกกำหนดที่การหยุดเกิน 10 นาทีเท่านั้น การติดขัดสั้นจึงไม่ถูกนับมาตรฐานให้หยุดเครื่องก่อน แต่การหยุดต้องรีเซ็ตสายทั้งชุด 4 นาที จึงมีแรงจูงใจไม่หยุด และตัวชี้วัดของกะให้น้ำหนักเฉพาะผลผลิตต่อชั่วโมง ไม่มีตัวชี้วัดการหยุดเครื่องเพื่อความปลอดภัย

ข้อสังเกตคือชั้นสุดท้ายของสายที่ 3 ไปจบที่การออกแบบตัวชี้วัด ซึ่งมองไม่เห็นเลยถ้าไล่แค่สายที่ 1 มาตรการจึงต้องรวมการปรับ ตัวชี้วัด KMI KPI KAI ไม่ใช่แค่ติดการ์ด มาตรการที่ออกจริงคือ ติดตั้งสวิตช์นิรภัยที่ช่องเปิดให้เครื่องหยุดทันทีเมื่อเปิดฝา แก้รางนำกล่องที่เป็นต้นเหตุการติดขัด ปรับโปรแกรมให้กลับเข้าโหมดเดินได้ใน 30 วินาที ลดเกณฑ์บันทึกความผิดปกติเหลือทุกครั้งที่ต้องเข้าไปแตะเครื่อง ติดตั้งปุ่มเรียกช่วยเหลือแบบ Andon และเพิ่มการชี้บ่งอันตรายจุดหนีบเข้ากิจกรรม KYT ประจำวัน

ตัวชี้วัดก่อนหลัง 6 เดือน
อุบัติเหตุถึงขั้นหยุดงานที่สายนี้1 ครั้ง0 ครั้ง
จำนวนครั้งกล่องติดขัดต่อกะเฉลี่ย 4.2 ครั้งเฉลี่ย 0.5 ครั้ง
รายงานความผิดปกติเชิงป้องกันต่อเดือน3 รายการ27 รายการ

บรรทัดสุดท้ายคือสิ่งที่ควรจับตามากที่สุด รายงานความผิดปกติที่เพิ่มขึ้นไม่ได้แปลว่าสภาพแย่ลง แต่แปลว่าความสามารถในการมองเห็นดีขึ้น ซึ่งเป็นผลลัพธ์ที่ต้องการของสายที่ 2

ตัวอย่างผิด vs ถูก: เขียนชั้น Why อย่างไรให้ใช้งานได้

ส่วนนี้ควรใช้ฝึกทีมมากที่สุด แต่ละคู่แสดงการเขียนแบบที่พบบ่อยเทียบกับแบบที่ใช้ได้จริง พร้อมคำอธิบายว่าแบบแรกผิดตรงไหน

คู่แบบผิดแบบถูกผิดตรงไหน
1 จบที่คนพนักงานไม่ได้เติมน้ำมันหล่อลื่นตามรอบ เพราะไม่ใส่ใจจุดเติมน้ำมันอยู่หลังการ์ดที่ต้องถอดสกรู 6 ตัว ใช้เวลา 12 นาทีต่อครั้ง จึงถูกข้ามในกะที่มีแผนผลิตเต็มแบบผิดจบที่การตัดสินบุคคล ไล่ต่อไม่ได้ ได้มาตรการเพียงการตักเตือน แบบถูกนำไปสู่การย้ายจุดเติมออกมาด้านนอก
2 กระโดดข้ามชั้นเครื่องสกปรก จึงทำให้แบริ่งแตกแบริ่งแตกที่รางนอก เพราะมีเศษวัสดุแข็งเข้าไปในเรือนแบริ่ง เพราะซีลกันฝุ่นฉีกขาดยาว 8 มิลลิเมตร เพราะซีลถูกเศษวัสดุที่กองสะสมรอบเพลาเสียดสีต่อเนื่องแบบผิดข้ามกลไกสามขั้น มาตรการจึงเหลือแค่ทำความสะอาด โดยไม่แตะซีลที่เป็นด่านป้องกันจริง
3 หัวผังกว้างเกินไปประสิทธิภาพสายการผลิตต่ำสายบรรจุที่ 2 หยุดสั้นจากเซนเซอร์ตรวจฝาไม่รับสัญญาณ เฉลี่ย 14 ครั้งต่อกะ ครั้งละ 40 ถึง 90 วินาทีแบบผิดรวมความสูญเสียหลายชนิด ควรแยกด้วยข้อมูล OEE ก่อนแล้วเลือกมาทำทีละอย่าง
4 ต่อชั้นเกินอำนาจควบคุมเพราะบริษัทไม่มีงบประมาณ เพราะภาวะเศรษฐกิจหยุดที่ รอบเปลี่ยนชิ้นส่วนสึกหรอไม่ได้ถูกบรรจุในแผนบำรุงรักษาประจำปี พร้อมบันทึกข้อจำกัดด้านงบเป็นหมายเหตุการไล่ถึงเหตุที่ควบคุมไม่ได้ทำให้ผังจบแบบไร้มาตรการ
5 มาตรการคนละระดับรากสาเหตุคือระยะช่องว่างใบมีดเกินสเปก 0.35 มิลลิเมตร แต่มาตรการคืออบรมพนักงานทำชุดตั้งระยะแบบเกจเสียบ ตรวจได้ใน 10 วินาที และเพิ่มการตรวจระยะเข้าใบตรวจเริ่มกะรากสาเหตุเป็นเชิงกล แต่มาตรการเป็นเชิงพฤติกรรม ระดับต้องตรงกันเสมอ
6 สองสาเหตุในกล่องเดียวเพราะอุณหภูมิสูงและความชื้นสูง ทำให้ผงเกาะตัวแตกเป็นกิ่ง ก อุณหภูมิถังพักสูงกว่าเกณฑ์ 6 องศาเซลเซียส และกิ่ง ข ความชื้นสัมพัทธ์ 74 เปอร์เซ็นต์ สูงกว่าเกณฑ์ 60ตรวจสอบแยกไม่ได้ มักลงเอยด้วยการแก้ทั้งสองอย่างโดยไม่รู้ว่าอันไหนได้ผล

กับดัก 10 ข้อที่พบซ้ำที่สุด

ข้อกับดักและอาการที่สังเกตได้วิธีแก้
1หยุดที่คน ชั้นสุดท้ายมีคำว่าไม่ระวัง ลืม ขาดจิตสำนึกใช้สามคำถามแทน คือ มองเห็นสัญญาณหรือไม่ มาตรฐานชัดหรือไม่ ทำผิดได้ทางกายภาพหรือไม่
2กระโดดข้ามชั้น อ่านย้อนด้วยเพราะฉะนั้นแล้วสะดุดแทรกกล่องที่หายไปจนอ่านย้อนได้ลื่น
3ตอบด้วยความเห็น มีคำว่าน่าจะ คงจะ อาจเป็นเพราะบังคับให้ทุกกล่องมีช่องหลักฐานที่ต้องกรอก
4ไล่คนเดียวไม่ไปหน้างาน ผังเสร็จในห้องประชุมชั่วโมงเดียว ไม่มีรูปถ่ายกำหนดให้ทุกใบมีภาพจากหน้างานอย่างน้อยสองภาพ
5นับให้ครบ 5 ชั้นทั้งที่จบตั้งแต่ชั้น 3 ชั้นท้ายจึงเป็นคำกว้าง เช่น ไม่มีการอบรมใช้เกณฑ์หยุดสี่ข้อแทนการนับชั้น
6ทำสายเดียว ไม่มีสายตรวจจับและสายระบบในใบเดียวกันใช้แบบฟอร์มที่มีสามคอลัมน์บังคับ
7ไม่ตัดกิ่งที่ไม่จริง ผังมีหลายกิ่งแต่ไม่ระบุว่ากิ่งใดตรวจแล้วไม่ใช่ทำเครื่องหมายผลตรวจทุกกิ่งพร้อมเหตุผลสั้น
8ปรากฏการณ์เปลี่ยนกลางทาง หัวผังพูดถึงอาการหนึ่ง ชั้นล่างพูดถึงอีกอาการตรวจว่าทุกชั้นยังอธิบายปรากฏการณ์เดิม ถ้าไม่ใช่ให้แยกใบใหม่
9มาตรการคนละระดับกับสาเหตุ รากสาเหตุเชิงกลแต่มาตรการคืออบรมหรือติดป้ายเตือนจับคู่ระดับมาตรการกับระดับสาเหตุก่อนอนุมัติ
10ไม่ปิดวงด้วยตัวเลข ไม่มีค่าก่อน–หลัง ไม่มีวันตรวจผลกำหนดตัวชี้วัดและวันตรวจผลตั้งแต่อนุมัติมาตรการ ตามวงจร Cap-Do

ขอบเขตของเครื่องมือ: เมื่อไร Why-Why เอาไม่อยู่

Why-Why ทำงานได้ดีที่สุดกับปัญหาที่มีสาเหตุหลักไม่กี่เส้นและกลไกอธิบายได้ไม่ซับซ้อน เมื่อไม่เป็นเช่นนั้น การดันต่อจะได้ผังที่ยาวแต่ไม่แม่น สัญญาณที่บอกว่าถึงเวลาเปลี่ยนเครื่องมือคือ ปัญหาเกิดซ้ำมานานกว่าหกเดือนและเคยแก้หลายรอบแล้วยังกลับมา อัตราการเกิดต่ำและไม่แน่นอนจนจับเงื่อนไขไม่ได้ ต้องมีหลายปัจจัยเกิดพร้อมกันจึงจะเกิดปรากฏการณ์ ทำซ้ำในการทดลองไม่ได้ หรือเป็นการประเมินความเสี่ยงของสิ่งที่ยังไม่เกิด

สถานการณ์เครื่องมือที่เหมาะเหตุผล
ปรากฏการณ์ชัด เกิดเป็นครั้ง กลไกอธิบายได้Why-Why Analysisเร็ว ใช้ทรัพยากรน้อย ทำได้ที่หน้างานทันที
ปัญหาเรื้อรัง อัตราต่ำ หลายสาเหตุประกอบกันP-M Analysisไล่จากหลักฟิสิกส์และตรวจทุกเงื่อนไขอย่างเป็นระบบ
ประเมินความล้มเหลวของระบบที่ซับซ้อนเชิงตรรกะFTAแสดงความสัมพันธ์แบบ และ หรือ ได้ชัด คำนวณความน่าจะเป็นได้
ป้องกันล่วงหน้าก่อนเกิดและจัดลำดับความเสี่ยงFMEAประเมินทุกโหมดความล้มเหลวพร้อมค่าความเสี่ยง
ปัญหาข้ามหลายแผนกและต้องลดความผันแปรLean Six Sigma ด้วยกรอบ DMAICมีโครงสร้างโครงการและเครื่องมือสถิติครบ
ตัดสินว่าปัจจัยใดใน 4M เปลี่ยนไป หรือต้องแยกสัญญาณจากความผันแปรด้วยข้อมูล4M Analysis และ QC 7 Toolsช่วยจำกัดขอบเขตก่อนไล่ Why ให้แคบลง

เครื่องมือเหล่านี้ไม่ได้แข่งกัน ลำดับที่ใช้ได้ผลคือเริ่มด้วยการนิยามปรากฏการณ์และ Why-Why ถ้าภายในสองรอบยังไม่หยุดการเกิดซ้ำ ให้ยกระดับไปเป็น P-M Analysis และถ้าเป็นเรื่องความปลอดภัยหรืออุปกรณ์ใหม่ ให้ใช้ FMEA คู่ขนานไปด้วย

แบบฟอร์ม Why-Why Sheet และวิธีกรอกทีละช่อง

แบบฟอร์มที่ดีบังคับให้ทีมทำสิ่งที่ถูกต้องโดยอัตโนมัติ ตารางต่อไปนี้คือโครงของ Why-Why Sheet หนึ่งหน้าที่ใช้ได้ทั้งงานเครื่องจักร คุณภาพ และความปลอดภัย

ช่องสิ่งที่ต้องกรอกเกณฑ์ที่ถือว่ากรอกถูก
ปรากฏการณ์คำบรรยายเชิงกายภาพพร้อมค่าที่วัดได้ตอบ 5W1H ครบ และมีตัวเลขอย่างน้อยหนึ่งค่า
สภาพพื้นฐานที่ตรวจแล้วผลตรวจความสะอาด หล่อลื่น ขันแน่น เงื่อนไขใช้งานครบทุกข้อ พร้อมระบุข้อที่ไม่ผ่าน
ผัง Why สามสายชั้น Why ของสายเกิด สายตรวจจับ และสายระบบ พร้อมช่องหลักฐานทุกกล่องมีหลักฐาน อ่านย้อนด้วยเพราะฉะนั้นผ่าน และมีเนื้อหาจริงครบสามสาย
มาตรการป้องกันการเกิดซ้ำมาตรการถาวรแยกตามสายระดับมาตรการตรงกับระดับสาเหตุ มีผู้รับผิดชอบและกำหนดเสร็จ
การแก้มาตรฐานรายชื่อเอกสารที่ต้องแก้และผู้อนุมัติระบุเลขที่เอกสารและวันที่มีผลบังคับใช้
การขยายผลเครื่องหรือสายอื่นที่มีเงื่อนไขเดียวกันระบุรายชื่อเครื่องที่ตรวจแล้วและผลการตรวจ
การตรวจผลตัวชี้วัด ค่าก่อน เป้าหมาย วันตรวจผลวันตรวจผลอยู่ระหว่าง 1 ถึง 3 เดือนหลังปิดมาตรการ

Checklist ตรวจคุณภาพผังก่อนปิดงาน

  1. หัวผังเป็นปรากฏการณ์เชิงกายภาพที่มีตัวเลข และคนที่ไม่อยู่ในเหตุการณ์อ่านแล้วเข้าใจตรงกัน
  2. ทุกกล่องมีหลักฐานยืนยัน และมีเนื้อหาจริงครบสามสาย
  3. ไม่มีคำตัดสินพฤติกรรมหลงเหลือ เช่น ไม่ระวัง ลืม ขาดจิตสำนึก
  4. อ่านย้อนด้วย "เพราะฉะนั้น" ได้ลื่นทุกชั้นโดยไม่ต้องอธิบายเพิ่มด้วยปากเปล่า
  5. ชั้นสุดท้ายอยู่ในอำนาจควบคุม และระบุหน่วยงานที่ลงมือได้จริง
  6. มาตรการตรงระดับกับสาเหตุ ไม่ใช่เพียงการอบรมหรือย้ำเตือน
  7. มีการแก้มาตรฐานพร้อมเลขที่เอกสาร ไม่ใช่เขียนว่าจะปรับปรุง
  8. มีการขยายผลไปเครื่องอื่นพร้อมผลการตรวจ
  9. มีตัวชี้วัด ค่าก่อน เป้าหมาย และวันที่จะกลับมาตรวจผล

ทีมที่เหมาะคือ 4 ถึง 6 คน ประกอบด้วยพนักงานที่อยู่ในเหตุการณ์ ช่างซ่อมบำรุงที่รู้จักเครื่องนั้น วิศวกรที่เข้าใจหลักการทำงาน และผู้ที่มีอำนาจแก้มาตรฐาน ถ้าขาดคนกลุ่มสุดท้าย สายที่ 3 จะจบด้วยข้อเสนอที่ไม่มีใครรับไปทำ เวลาที่เหมาะคือประมาณ 90 นาที แบ่งเป็นทบทวนปรากฏการณ์ 10 นาที เดินไปดูของจริงพร้อมกัน 25 นาที ไล่สายที่ 1 บนกระดาน 30 นาที ไล่สายที่ 2 และ 3 อีก 15 นาที และปิดท้ายด้วยการอ่านย้อนพร้อมกำหนดมาตรการและวันตรวจผล 10 นาที

การเชื่อม Why-Why เข้ากับเสาหลักของ TPM

Why-Why ไม่ใช่กิจกรรมเดี่ยว แต่เป็นเครื่องมือร่วมที่ทุกเสาใช้ ต่างกันที่จุดเข้าและผลลัพธ์ที่ต้องได้ ภาพรวมของเสาทั้งหมดอ่านได้ที่ TPM 8 เสาหลัก

เสาจุดที่ใช้ Why-Whyผลลัพธ์ที่ต้องได้
Focused Improvement (FI)หลังเลือกความสูญเสียเป้าหมายจากข้อมูล OEE และ Cost Deploymentรากสาเหตุของความสูญเสียที่เลือก พร้อมมาตรการที่วัดผลได้ ตามขั้นตอนใน Focused Improvement
Autonomous Maintenance (AM)ขั้นตอนกำจัดแหล่งกำเนิดสิ่งสกปรกและจุดเข้าถึงยาก และเมื่อพบความผิดปกติจากการตรวจประจำวันมาตรการลดเวลาทำความสะอาดตรวจสอบ และปรับมาตรฐานชั่วคราวของพนักงานเดินเครื่อง
Planned Maintenance (PM)ทุกครั้งที่เกิดการเสียหายฉุกเฉิน และเมื่อทบทวนอะไหล่ที่เปลี่ยนบ่อยปรับรอบและวิธีบำรุงรักษา ปรับอะไหล่สำรอง ยกระดับสู่การบำรุงรักษาเชิงพยากรณ์
Quality Maintenance (QM)เมื่อค่าคุณภาพเบี่ยงจากเป้าหรือพบของเสียหลุดถึงลูกค้าระบุเงื่อนไขของเครื่องที่ต้องควบคุมเพื่อไม่ให้เกิดของเสีย และผูกเข้าตารางควบคุมคุณภาพ
Education & Training (ET)เมื่อสายที่ 3 ชี้ว่าช่องว่างทักษะมีผลจริงหัวข้อฝึกที่เจาะจง ไม่ใช่การอบรมทั่วไป พร้อม OPL ประกอบ
Safety, Health & Environment (SHE)ทุกอุบัติเหตุและเหตุการณ์เกือบเกิดมาตรการเชิงวิศวกรรมก่อนเสมอ แล้วจึงเป็นมาตรการเชิงบริหารและอุปกรณ์ป้องกันส่วนบุคคล

ผูกกับมาตรการป้องกันการเกิดซ้ำและมาตรฐาน

Why-Why จะไม่มีค่าถ้ามาตรการไม่ถูกฝังลงในมาตรฐานที่คนใช้จริงทุกวัน ลำดับการปิดงานที่ควรบังคับมีสี่ขั้น

  1. แก้ของจริงก่อน ลงมือแก้เงื่อนไขทางกายภาพและยืนยันด้วยการวัดซ้ำ
  2. แก้เอกสาร ปรับมาตรฐานการเดินเครื่อง ใบตรวจประจำวัน แผนบำรุงรักษา หรือระเบียบที่เกี่ยวข้อง โดยระบุเลขที่และวันบังคับใช้
  3. สื่อสารและฝึก ใช้ OPL หน้าเดียวและสอนที่หน้างานจริงกับทุกกะ
  4. ตรวจผลและขยายผล กลับมาดูตัวชี้วัดตามวันที่นัดไว้ และตรวจเครื่องที่มีเงื่อนไขเดียวกันทั้งหมด

ขั้นที่สี่ถูกข้ามบ่อยที่สุดและสร้างผลตอบแทนสูงที่สุด เพราะการขยายผลไปเครื่องพี่น้องมักป้องกันเหตุการณ์ได้อีกหลายครั้งโดยไม่ต้องวิเคราะห์ใหม่ วินัยของวงจรนี้คือสิ่งที่แยกโรงงานที่ปัญหาลดลงจริง ออกจากโรงงานที่มีแฟ้มใบวิเคราะห์หนาแต่ตัวเลขไม่ขยับ ซึ่งสอดคล้องกับหลักการใน Daily Management และการวางแผนตาม TPM 12 ขั้นตอน

สรุป

Why-Why Analysis เรียนรู้ได้ในสิบนาทีแต่ใช้ให้ดีต้องฝึกเป็นปี สิ่งที่ทำให้ต่างระหว่างผังที่ได้ผลกับผังที่เสียเวลาเปล่ามีไม่กี่ข้อ คือเริ่มจากปรากฏการณ์ที่นิยามชัดพร้อมตัวเลข ยืนอยู่บนของจริงหน้างาน เลือกแนวทางให้ถูกระหว่างการไล่ตามหลักการทำงานกับการไล่ตามลำดับเหตุการณ์ เขียนทุกกล่องเป็นข้อเท็จจริงที่ตรวจสอบได้ ไม่จบที่ตัวบุคคล ไล่ครบสามสาย หยุดตามเกณฑ์ไม่ใช่ตามจำนวนชั้น แล้วปิดงานด้วยการแก้มาตรฐานและตัวเลขก่อน–หลัง

สำหรับโรงงานที่เพิ่งเริ่มต้น อย่าพยายามทำให้สมบูรณ์ตั้งแต่ใบแรก ให้เลือกปัญหาที่เกิดถี่และอธิบายกลไกได้ง่ายมาทำสักสามถึงห้าเคส ฝึกกติกาการเขียนและการอ่านย้อนให้ติดเป็นนิสัยก่อน แล้วค่อยขยายไปสู่ปัญหาเรื้อรังที่ต้องใช้ P-M Analysis หากต้องการวางระบบวิเคราะห์รากสาเหตุให้เป็นมาตรฐานเดียวกันทั้งโรงงาน พร้อมแบบฟอร์ม เกณฑ์ตรวจ และการฝึกผู้นำกลุ่มย่อย ดูแนวทางได้ที่ บริการที่ปรึกษา TPM