เมื่อผู้บริหารตัดสินใจว่าจะทำ TPM คำถามถัดมาคือทำเองได้ไหม หรือควรจ้างที่ปรึกษา คำตอบไม่ได้ขึ้นกับขนาดโรงงานหรืองบประมาณเป็นหลัก แต่ขึ้นกับสามสิ่ง คือมีคนที่เคยทำมาก่อนหรือไม่ ผู้บริหารเอาจริงแค่ไหน และมีเวลาให้ลองผิดลองถูกได้นานเท่าไหร่ บทความนี้ช่วยให้คุณประเมินตัวเองอย่างตรงไปตรงมาก่อนตัดสินใจ
ทำ TPM เอง: ข้อดีและข้อเสีย
ข้อดี
- ไม่มีค่าที่ปรึกษา งบที่ประหยัดได้นำไปลงกับอุปกรณ์ บอร์ดกิจกรรม หรือรางวัลจูงใจพนักงานได้
- ความรู้อยู่กับองค์กรตั้งแต่วันแรก ไม่มีปัญหาความรู้ไหลออกตอนที่ปรึกษาถอนตัว
- ปรับให้เข้ากับวัฒนธรรมองค์กรได้ยืดหยุ่น คนในรู้ว่าอะไรใช้ได้กับพนักงานของตัวเอง
- ความเป็นเจ้าของสูง พนักงานไม่รู้สึกว่าเป็นโครงการของคนนอก ซึ่งเป็นสาเหตุการต่อต้านที่พบบ่อย
- เริ่มได้ทันที ไม่ต้องรอกระบวนการจัดซื้อและการอนุมัติงบ
ข้อเสีย
- ช้ากว่ามาก โรงงานที่ทำเองมักใช้เวลา 2-3 เท่าในการไปถึงจุดเดียวกัน
- เสี่ยงเข้าใจผิดในหลักการ เช่น เข้าใจว่า AM คือการให้พนักงานทำความสะอาดเครื่องแล้วจบ ทั้งที่แก่นคือการทำให้พนักงานตรวจพบความผิดปกติได้เอง
- ขาดคนกลางที่พูดความจริงกับผู้บริหารได้ หัวหน้าแผนกมักไม่กล้าบอกว่าโครงการติดขัดเพราะผู้บริหารไม่เข้าร่วม
- ไม่มีมาตรฐานเทียบเคียง ไม่รู้ว่าที่ทำอยู่ดีพอหรือยังเมื่อเทียบกับโรงงานระดับแนวหน้า
- แผ่วง่ายเมื่อเจอช่วงงานเร่ง เพราะไม่มีตารางนัดหมายจากภายนอกมากดดันให้งานเดิน
จ้างที่ปรึกษา: ข้อดีและข้อเสีย
ข้อดี
- ย่นเวลาเรียนรู้ คุณกำลังซื้อบทเรียนจากความผิดพลาดของโรงงานอื่นหลายสิบแห่ง
- มีวินัยจากภายนอก การรู้ว่าที่ปรึกษาจะเข้ามาตรวจในอีกสามสัปดาห์ ทำให้งานเดินจริง
- พูดสิ่งที่คนในพูดไม่ได้ ที่ปรึกษาสามารถบอกผู้บริหารตรง ๆ ว่าต้องลงมาเดินหน้างานเอง
- มีเครื่องมือและแบบฟอร์มพร้อมใช้ ไม่ต้องคิดใหม่ทั้งหมด
- ช่วยจัดลำดับความสำคัญ คนในมักอยากทำทุกอย่างพร้อมกัน ซึ่งเป็นสาเหตุการล้มเหลวอันดับต้น ๆ
ข้อเสีย
- มีต้นทุนโดยตรง ต้องผ่านการอนุมัติและพิสูจน์ ROI ดูโครงสร้างค่าใช้จ่ายได้ที่บทความ จ้างที่ปรึกษา TPM ราคาเท่าไหร่
- เสี่ยงพึ่งพิงมากเกินไป ถ้าไม่มีแผนถ่ายโอนความรู้ ระบบจะหยุดเดินเมื่อที่ปรึกษาออก
- อาจได้รูปแบบสำเร็จรูป ที่ไม่เข้ากับกระบวนการผลิตของคุณ หากเลือกคนผิด
- เอกสารอาจล้นเกินกำลัง ที่ปรึกษาบางรายเน้นความครบถ้วนจนโรงงานทำตามไม่ไหว
เงื่อนไขที่ทำเองได้
ถ้าโรงงานของคุณเข้าเงื่อนไขเหล่านี้ครบ การเริ่มด้วยตัวเองมีโอกาสสำเร็จสูง
- มีคนที่เคยผ่าน TPM มาก่อนอย่างน้อยหนึ่งคน และคนนั้นเคยทำในระดับหน้างานจริง ไม่ใช่แค่เคยเข้าอบรม จุดนี้สำคัญที่สุด
- ผู้บริหารสูงสุดเอาจริง วัดได้จากการเข้าประชุมประจำเดือนด้วยตัวเองและเดินตรวจหน้างานอย่างน้อยเดือนละครั้ง ไม่ใช่แค่เซ็นอนุมัติ
- มีเวลาให้ผลลัพธ์เกิดช้าได้ ไม่มีเส้นตายจากลูกค้าหรือบริษัทแม่บีบอยู่
- มีคนรับผิดชอบที่มีเวลาให้จริง อย่างน้อยครึ่งเวลาทำงาน ไม่ใช่มอบหมายเป็นงานลำดับที่เจ็ดของหัวหน้าแผนกที่ยุ่งอยู่แล้ว
- ขนาดไม่ใหญ่เกินไป โรงงานเดียว ไลน์ไม่มาก สื่อสารถึงกันได้เร็ว
- มีข้อมูลพื้นฐานอยู่แล้ว รู้ว่าเครื่องไหนหยุดกี่ชั่วโมงและต้นทุนซ่อมเท่าไหร่
สำหรับโรงงานขนาดเล็กที่เข้าเงื่อนไขเหล่านี้ แนะนำให้เริ่มจากไลน์เดียวแล้วค่อยขยาย อ่านวิธีเริ่มเพิ่มเติมได้ที่ TPM สำหรับ SME และลำดับการดำเนินงานที่ TPM Roadmap 12 ขั้นตอน
เงื่อนไขที่ควรจ้าง
- เคยทำเองแล้วล้มเหลว ถ้าเคยเริ่ม TPM แล้วเงียบหายไปภายในปีเดียว การเริ่มใหม่ด้วยวิธีเดิมจะได้ผลเดิม และจะเสียความเชื่อถือจากพนักงานถาวร
- ไม่มีใครในองค์กรเคยนำโครงการแบบนี้ การอ่านหนังสือกับการนำกลุ่มย่อยที่ต่อต้านเป็นคนละทักษะ
- มีเส้นตายจากภายนอก เช่น ลูกค้าหรือบริษัทแม่กำหนดให้ผ่านการประเมินภายในกี่เดือน
- เครื่องจักรมีปัญหาหนักจนกระทบการส่งมอบแล้ว เวลาไม่เอื้อให้ลองผิดลองถูก
- มีความขัดแย้งระหว่างฝ่ายผลิตกับฝ่ายซ่อมบำรุง ต้องการคนกลางที่ไม่มีส่วนได้เสีย
- มีหลายไซต์ที่ต้องทำให้เป็นมาตรฐานเดียวกัน ความซับซ้อนเกินกำลังทีมภายใน
โมเดลผสม: ทางเลือกที่คุ้มที่สุดสำหรับโรงงานส่วนใหญ่
ในทางปฏิบัติ โรงงานที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดมักไม่เลือกสุดทางใดทางหนึ่ง แต่ใช้รูปแบบผสม คือ จ้างเข้มข้นช่วงวางรากฐาน แล้วลดระดับลงเรื่อย ๆ จนทำเองได้
เฟส 1: วางรากฐาน เดือนที่ 1-6 พึ่งที่ปรึกษาสูง
- ประเมินสถานะปัจจุบันและตั้ง baseline ของ OEE กับ MTBF และ MTTR
- ตั้งโครงสร้างคณะกรรมการและเลือกไลน์นำร่อง
- อบรมแนวคิด 8 เสาหลักของ TPM ให้ทุกระดับเข้าใจตรงกัน
- เริ่ม Autonomous Maintenance ขั้นที่ 1-2 ในไลน์นำร่องโดยมีที่ปรึกษาลงหน้างานจริง
- จัดระเบียบ Planned Maintenance และทะเบียนอะไหล่
เฟส 2: ขยายผล เดือนที่ 7-18 พึ่งที่ปรึกษาปานกลาง
- ทีมภายในนำการขยายไปยังไลน์อื่นด้วยตัวเอง
- ที่ปรึกษาเข้ามาเฉพาะการตรวจขั้นและโค้ชผู้ประสานงาน เดือนละครั้ง
- เริ่มใช้ ระบบ TPM เก็บข้อมูลแทนไฟล์ Excel เพื่อให้ติดตามผลเองได้
เฟส 3: ยั่งยืน เดือนที่ 19 ขึ้นไป ทำเองเป็นหลัก
- ทีมภายในตรวจ Audit และสอนพนักงานใหม่เองได้ทั้งหมด
- ที่ปรึกษาเข้ามาปีละหนึ่งถึงสองครั้งเพื่อตรวจสุขภาพระบบและให้มุมมองใหม่
โมเดลนี้ใช้งบต่ำกว่าการจ้างเต็มรูปตลอดโครงการอย่างมาก แต่ยังได้ความเร็วและความถูกต้องในช่วงต้น ซึ่งเป็นช่วงที่ผิดพลาดแล้วแพงที่สุด
ต้นทุนแฝงของการทำเองที่มักถูกมองข้าม
หลายโรงงานเลือกทำเองเพราะดูเหมือนไม่มีค่าใช้จ่าย แต่เมื่อคิดรวมแล้วมักไม่ถูกอย่างที่คิด
| ต้นทุนแฝง | คำอธิบาย |
|---|---|
| เวลาที่เสียจากการลองผิดลองถูก | การทำ AM ผิดวิธีแล้วต้องรื้อทำใหม่ ใช้เวลาหลายเดือนและทำให้พนักงานหมดกำลังใจ |
| ค่าเสียโอกาสจาก breakdown ที่ยังไม่ถูกแก้ | ทุกเดือนที่ระบบยังไม่เดิน คือเดือนที่ยังเสียเงินกับการหยุดเครื่องเท่าเดิม |
| เวลาผู้จัดการที่ต้องค้นคว้าเอง | เวลาที่หัวหน้าใช้ทำสไลด์และออกแบบฟอร์ม มีมูลค่าเงินเดือนจริง |
| ค่าอบรมภายนอกที่กระจัดกระจาย | ส่งคนไปหลายคอร์ส รวมกันมักไม่ถูกกว่าที่ปรึกษาประจำ แต่ได้ความต่อเนื่องน้อยกว่ามาก |
| ความเชื่อถือที่เสียไปเมื่อโครงการล้ม | ต้นทุนที่สูงและวัดยากที่สุด ครั้งที่สองพนักงานจะร่วมมือน้อยกว่าเดิมมาก |
| การทำเอกสารซ้ำซ้อน | ไม่มีโครงสร้างข้อมูลกลาง แต่ละแผนกสร้างฟอร์มของตัวเองจนรวมข้อมูลไม่ได้ |
วิธีตัดสินใจแบบเป็นขั้นตอน
- ประเมินความพร้อมของคนอย่างซื่อสัตย์ ถามตัวเองว่ามีใครที่พรุ่งนี้ยืนหน้าไลน์แล้วสอนโอเปอเรเตอร์ทำ Initial Cleaning ได้จริงหรือไม่
- ประเมินความเอาจริงของผู้บริหาร ถ้าผู้บริหารไม่ยอมให้เวลาประชุมประจำเดือน อย่าเพิ่งเริ่มไม่ว่าทางไหน เพราะจะเสียทั้งเงินและกำลังใจ
- ทดลองเล็ก ๆ ก่อนสามเดือน เลือกเครื่องจักรคอขวดหนึ่งเครื่อง วัด OEE และทำ AM ขั้นที่ 1 ถ้าทำได้เองและเห็นตัวเลขดีขึ้น แสดงว่ามีศักยภาพทำต่อ ถ้าติดขัดตั้งแต่ขั้นนี้ นั่นคือคำตอบว่าควรหาพี่เลี้ยง
- ถ้าจะจ้าง ให้จ้างแบบมีแผนถอนตัว ระบุในสัญญาว่าทีมภายในต้องทำอะไรได้เองเมื่อจบแต่ละเฟส หลักเกณฑ์การคัดเลือกอ่านได้ที่ 7 คำถามที่ต้องถามก่อนเซ็นสัญญา
- ไม่ว่าทางไหน ให้วางระบบข้อมูลตั้งแต่ต้น เพราะทั้งการทำเองและการจ้างต้องพิสูจน์ผลด้วยตัวเลขเหมือนกัน
สรุป
ไม่มีคำตอบที่ถูกเสมอสำหรับทุกโรงงาน แต่มีหลักง่าย ๆ คือ ถ้าคุณมีคนที่เคยทำจริงและผู้บริหารลงมาเอง ให้เริ่มทำเองแล้วใช้ที่ปรึกษาเป็นที่ปรึกษาจริง ๆ คือเรียกใช้ตอนติด ไม่ใช่จ้างมาทำแทน แต่ถ้าไม่มีคนนำ หรือเคยล้มเหลวมาแล้ว การจ้างในช่วงวางรากฐานเป็นการลงทุนที่คืนทุนเร็วกว่าที่คิด เพราะสิ่งที่คุณซื้อจริง ๆ คือเวลา
สิ่งที่ทำให้ทั้งสองทางประหยัดขึ้นเหมือนกันคือการมีข้อมูลอยู่ที่เดียว ทั้ง OEE ประวัติเครื่องจักร แผน PM และ Action Plan รวมอยู่ในโปรแกรม TPMเดียวกัน เพราะไม่ว่าจะทำเองหรือจ้าง เวลาส่วนใหญ่มักหมดไปกับการตามหาข้อมูลและทำรายงาน ไม่ใช่การแก้ปัญหาหน้างาน
หากยังไม่แน่ใจว่าโรงงานของคุณอยู่ตรงไหน เรายินดีช่วยประเมินความพร้อมเบื้องต้นเพื่อให้ตัดสินใจได้จากข้อมูลจริง ดูรายละเอียดบริการให้คำปรึกษา TPM หรือปรึกษาทีมที่ปรึกษา TPMของเราเพื่อขอมุมมองที่สองก่อนเริ่มโครงการ