โรงงานจำนวนไม่น้อยเคยจ้างที่ปรึกษา TPM แล้วรู้สึกว่า "ได้แค่เอกสารกับรูปถ่ายกิจกรรม" ปัญหามักไม่ได้อยู่ที่ TPM แต่อยู่ที่การเลือกคู่ค้าผิดประเภทตั้งแต่ต้น บทความนี้รวบรวมคำถาม 7 ข้อที่ควรถามในการประชุมก่อนเซ็นสัญญา คำตอบที่ได้จะบอกได้ค่อนข้างแม่นว่าโครงการจะรอดหรือไม่

ก่อนอื่น: แยกให้ออกระหว่าง "วิทยากรอบรม" กับ "ที่ปรึกษาวางระบบ"

สองอาชีพนี้ต่างกันมาก แต่มักถูกเรียกรวมกันว่า "ที่ปรึกษา"

ประเด็นวิทยากรอบรมที่ปรึกษาวางระบบ
ผลลัพธ์หลักความรู้และความเข้าใจระบบที่เดินต่อได้เองหลังจบโครงการ
สถานที่ทำงานห้องอบรมเป็นหลักหน้าเครื่องจักรเป็นหลัก
ระยะเวลา1-3 วัน9 เดือนถึงหลายปี
สิ่งที่ส่งมอบสไลด์ ใบประกาศมาตรฐาน แผน PM บอร์ดกิจกรรม ตัวชี้วัด ทีมภายในที่ทำเองได้
วัดผลแบบประเมินความพึงพอใจOEE, MTBF, MTTR, จำนวน breakdown, ต้นทุนซ่อม

ทั้งสองแบบมีที่ใช้ ถ้าคุณต้องการปลุกความเข้าใจร่วมของพนักงานทั้งโรงงานในช่วงเปิดตัว การอบรมคือคำตอบ แต่ถ้าคุณต้องการให้ 8 เสาหลักของ TPM เกิดขึ้นจริง คุณต้องการที่ปรึกษาที่ลงหน้างาน ปัญหาคือหลายโรงงานจ่ายราคาแบบวางระบบแต่ได้บริการแบบอบรม

คำถามที่ 1: เคยทำโรงงานประเภทเดียวกับเราไหม

TPM ในโรงงานอาหารที่ต้องล้างสายทุกกะ ต่างจากโรงงานฉีดพลาสติกที่เครื่องเดินต่อเนื่อง และต่างจากโรงงานประกอบชิ้นส่วนยานยนต์อย่างสิ้นเชิง ขอให้ที่ปรึกษายกตัวอย่างเคสจริงในอุตสาหกรรมใกล้เคียง แล้วถามเจาะว่า

  • ปัญหาใหญ่ที่สุดในเคสนั้นคืออะไร และแก้อย่างไร
  • ใช้เวลาเท่าไหร่กว่าจะเห็นตัวเลขเปลี่ยน
  • มีอะไรที่ทำแล้วไม่ได้ผลบ้าง

ข้อสุดท้ายสำคัญที่สุด ที่ปรึกษาที่ทำงานจริงจะตอบได้ทันทีและตอบอย่างมีรายละเอียด ส่วนคนที่ตอบว่า "ทุกโครงการสำเร็จหมด" มักไม่เคยอยู่กับโครงการจนจบ

คำถามที่ 2: จะลงหน้างานจริงกี่วัน และทำอะไรบ้างในวันนั้น

ขอให้ที่ปรึกษาแยกให้ชัดว่าในจำนวนวันทั้งหมด กี่วันเป็นการอบรมในห้อง กี่วันเป็นการลงหน้างาน และ "หน้างาน" ในความหมายของเขาคืออะไร การเดินดูแล้วให้ความเห็นไม่เท่ากับการยืนอยู่กับพนักงานตอนทำ Initial Cleaning การช่วยวิเคราะห์แหล่งกำเนิดฝุ่นน้ำมัน หรือการนั่งดู Why-Why Analysis ของทีมแล้วโค้ชทีละคำถาม

คำถามเสริมที่ใช้ได้ผลดี: "ถ้าวันที่เข้ามาแล้วเจอว่าทีมยังไม่ได้ทำการบ้านที่สั่งไว้ ที่ปรึกษาจะทำอย่างไร" คำตอบที่ดีคือมีกลไกจัดการ เช่น ประชุมกับผู้บริหารทันที ไม่ใช่แค่ "เลื่อนไปคราวหน้า"

คำถามที่ 3: จะวัดผลอย่างไร และวัด baseline เมื่อไหร่

โครงการที่ไม่มี baseline คือโครงการที่พิสูจน์ความสำเร็จไม่ได้ ที่ปรึกษาที่ดีจะยืนกรานให้เก็บข้อมูลก่อนเริ่มเสมอ อย่างน้อยควรมี

  • OEE ของเครื่องจักรเป้าหมาย พร้อมแยกเป็น Availability, Performance, Quality
  • จำนวนครั้งและชั่วโมงการหยุดฉุกเฉินต่อเดือน
  • MTBF และ MTTR รายเครื่อง
  • ต้นทุนงานซ่อมและมูลค่าอะไหล่คงคลัง
  • จำนวนข้อเสนอแนะ/Kaizen ต่อคนต่อปี

ระวังที่ปรึกษาที่วัดผลด้วย "จำนวนกิจกรรมที่จัด" หรือ "จำนวนชั่วโมงอบรม" เพียงอย่างเดียว นั่นคือการวัด input ไม่ใช่ผลลัพธ์

คำถามที่ 4: ทีมของเราต้องทำอะไรบ้าง และใช้เวลาเท่าไหร่

TPM ล้มเหลวบ่อยที่สุดเพราะโรงงานคิดว่าจ้างที่ปรึกษาแล้วจบ ความจริงคือแรงงานหลักคือคนของคุณเอง ขอให้ที่ปรึกษาระบุชัดว่าต้องการ

  • ผู้ประสานงาน TPM เต็มเวลาหรือไม่ กี่คน
  • หัวหน้ากลุ่มย่อยต้องใช้เวลาสัปดาห์ละกี่ชั่วโมง
  • พนักงานหน้าไลน์ต้องหยุดผลิตเพื่อทำกิจกรรมกี่ชั่วโมงต่อสัปดาห์
  • ผู้บริหารต้องเข้าประชุมและเดินตรวจ (Top Management Audit) บ่อยแค่ไหน

ที่ปรึกษาที่บอกว่า "ไม่รบกวนเวลาการผลิตเลย" กำลังขายความสบายใจ ไม่ใช่ TPM

คำถามที่ 5: จะส่งมอบอะไรบ้าง ขอดูตัวอย่างจริงได้ไหม

ขอดูตัวอย่างเอกสารจากโครงการก่อนหน้า (ปิดชื่อลูกค้าได้) เช่น มาตรฐานการทำความสะอาด-หล่อลื่น-ตรวจสอบ แผน Planned Maintenance รายเครื่อง One-Point Lesson ใบตรวจขั้นของ AM และรายงานสรุปรายเดือน สังเกตว่าเอกสารเหล่านั้นดูเหมือนถูกสร้างขึ้นสำหรับโรงงานนั้นจริง ๆ หรือเป็นเทมเพลตเปลี่ยนโลโก้

ถ้าตัวอย่างที่ได้เป็นสไลด์ทฤษฎีล้วน แสดงว่าคุณกำลังคุยกับวิทยากร ไม่ใช่ที่ปรึกษาวางระบบ

คำถามที่ 6: หลังจบโครงการแล้วยังไงต่อ

เป้าหมายของที่ปรึกษาที่ดีคือทำให้โรงงานไม่ต้องใช้เขาอีก ถามให้ชัดว่า

  • มีแผนถ่ายโอนความรู้อย่างไร ใครในทีมเราจะเป็นคนสืบทอด
  • เมื่อจบเฟส ทีมภายในต้องทำอะไรได้เองบ้าง (นำประชุม ตรวจ Audit สอนพนักงานใหม่ ปรับแผน PM)
  • มีระบบตรวจสุขภาพโครงการหลังจบ เช่น เข้ามารีวิวปีละ 2 ครั้ง หรือไม่
  • ถ้าตัวชี้วัดตกลงหลังที่ปรึกษาถอนตัว จะรู้ได้อย่างไรและใครแจ้งเตือน

โครงการ TPM ที่ตายเงียบมักตายในปีที่สอง เมื่อที่ปรึกษาออกไปแล้วไม่มีใครรับผิดชอบการติดตามต่อ ดังนั้นแผน exit จึงสำคัญพอ ๆ กับแผนเริ่ม อ่านภาพรวมลำดับการดำเนินงานได้ที่ TPM Roadmap 12 ขั้นตอน

คำถามที่ 7: มีเครื่องมือติดตามผลให้ไหม หรือใช้ Excel อย่างเดียว

คำถามนี้มักถูกมองข้าม แต่มีผลกับความยั่งยืนสูงมาก โครงการที่เก็บข้อมูลในไฟล์ Excel กระจายตามเครื่องคอมพิวเตอร์แต่ละแผนก มักหยุดอัปเดตภายในไม่กี่เดือนหลังที่ปรึกษาถอนตัว เพราะไม่มีใครรวมข้อมูลได้

ถามว่าที่ปรึกษาแนะนำให้ใช้ ระบบ TPM อะไร มีประสบการณ์วางระบบคู่กับซอฟต์แวร์หรือไม่ และข้อมูลที่เก็บระหว่างโครงการจะอยู่ในรูปแบบที่โรงงานเอาไปใช้ต่อได้เองหรือไม่ ประเด็นความต่างระหว่างระบบ TPM กับ CMMS อ่านเพิ่มได้ที่บทความ โปรแกรม TPM กับ CMMS ต่างกันอย่างไร

ธงแดงที่ต้องระวัง

  • เสนอราคาโดยไม่เคยมาดูโรงงาน — ไม่มีทางประเมินขอบเขตงานได้จริง
  • พูดถึงรางวัลมากกว่าพูดถึงตัวเลข — รางวัลเป็นผลพลอยได้ ไม่ใช่เป้าหมาย
  • คนที่มาคุยกับคนที่มาทำงานเป็นคนละคน — ขอเจอที่ปรึกษาตัวจริงก่อนเซ็นสัญญาเสมอ
  • ใช้ศัพท์ญี่ปุ่นเยอะจนสื่อสารกับพนักงานหน้าไลน์ไม่รู้เรื่อง — TPM ที่ดีต้องแปลเป็นภาษาที่ช่างและโอเปอเรเตอร์เข้าใจ
  • ไม่ยอมคุยกับฝ่ายผลิต คุยแต่กับฝ่ายซ่อมบำรุง — หัวใจของ TPM คือการดึงฝ่ายผลิตเข้ามาดูแลเครื่องจักร ถ้าที่ปรึกษาไม่เข้าใจข้อนี้ สิ่งที่คุณจะได้คือระบบซ่อมบำรุงที่ดีขึ้น แต่ไม่ใช่ TPM
  • เอกสารเยอะเกินกว่าที่โรงงานจะดูแลไหว — ถ้าแบบฟอร์มที่ต้องกรอกมากจนพนักงานต้องเลือกระหว่างผลิตกับกรอกฟอร์ม ระบบจะพังภายในไตรมาสเดียว
  • ไม่มีการพูดถึงความปลอดภัยเลย — Initial Cleaning และการเข้าไปสัมผัสเครื่องจักรมีความเสี่ยง ที่ปรึกษามืออาชีพจะพูดเรื่อง LOTO ตั้งแต่วันแรก

สรุป: วิธีตัดสินใจในทางปฏิบัติ

ให้เชิญผู้ให้บริการ 2-3 รายมานำเสนอด้วยโจทย์เดียวกัน คือ "เข้ามาดูโรงงานครึ่งวัน แล้วเสนอว่าจะเริ่มจากตรงไหนและเพราะอะไร" ข้อเสนอที่ดีจะระบุเครื่องจักรเป้าหมายชัด อธิบายเหตุผลจากข้อมูลที่เห็น และบอกตรง ๆ ว่าอะไรคืออุปสรรคใหญ่ที่สุดของโรงงานคุณ ส่วนข้อเสนอที่อ่อนจะพูดถึงหลักการ TPM ทั่วไปโดยไม่แตะหน้างานของคุณเลย

สำหรับโรงงานขนาดเล็กที่ยังไม่แน่ใจว่าควรจ้างหรือไม่ ลองอ่าน TPM สำหรับ SME และ ทำ TPM เองเทียบกับจ้างที่ปรึกษา ก่อนตัดสินใจ และหากต้องการให้ทีมของเราเข้าไปประเมินสถานะปัจจุบันเพื่อเป็นข้อมูลเปรียบเทียบ สามารถดูบริการให้คำปรึกษา TPMของเราได้ เราเชื่อว่าการเลือกที่ปรึกษา TPMที่ถูกกับโรงงาน สำคัญกว่าการเลือกที่ปรึกษาที่ดังที่สุด