เสียงเครื่องจักรสะดุดแล้วหยุดกึกกลางไลน์ พนักงานเดินไปเคาะ ดึงชิ้นงานที่ติดออก กดรีเซ็ตเซนเซอร์ กดสตาร์ท เครื่องเดินต่อ ทั้งหมดนี้ใช้เวลาไม่ถึงครึ่งนาที ไม่มีใครเรียกช่างซ่อมบำรุง ไม่มีใบสั่งซ่อม ไม่มีใครบันทึกอะไรลงกระดาษหรือระบบสักบรรทัด เหตุการณ์แบบนี้เกิดซ้ำได้วันละหลายสิบถึงหลายร้อยครั้งบนสายการผลิตความเร็วสูง และแทบไม่เคยถูกนับเป็น "ปัญหา" เพราะเครื่องไม่ได้เสียในความหมายที่ต้องซ่อมจริงจัง นี่คือธรรมชาติของ Minor Stop Loss หรือความสูญเสียจากการหยุดจิ๋ว ความสูญเสียที่กัดกิน OEE อย่างเงียบที่สุดในบรรดาความสูญเสียทั้งหมด เพราะไม่มีใครมองเห็นมันเป็นชิ้นเป็นอันจนกว่าจะเอาตัวเลขสะสมทั้งกะมากางบนกระดาษ บทความนี้เป็น playbook เชิงปฏิบัติสำหรับทีมKaizen / Focused Improvementที่ต้องการไล่ล่าความสูญเสียประเภทนี้อย่างเป็นระบบ ตั้งแต่อาการที่พบบ่อย สาเหตุเชิงกลไก มาตรการรายกรณี จนถึงตัวชี้วัดที่ใช้ติดตามผล
Minor Stop (Chokotei) คืออะไร ต่างจาก Breakdown อย่างไร
Minor Stop หรือในภาษาญี่ปุ่นเรียกว่า chokotei (ちょこ停) หมายถึงการหยุดเดินเครื่องช่วงสั้น ๆ ที่มีลักษณะร่วมสามข้อ คือ หนึ่ง ใช้เวลาสั้นมาก ส่วนใหญ่นิยามไว้ที่ไม่เกิน 5 นาทีต่อครั้ง (บางโรงงานตั้งเกณฑ์ที่ 3 นาที บางแห่งขยายถึง 10 นาทีตามลักษณะกระบวนการ) สอง ไม่ต้องเรียกช่างซ่อมบำรุงและไม่ต้องเปลี่ยนอะไหล่ และสาม ผู้ปฏิบัติงานประจำเครื่องแก้ไขได้เองด้วยการกระทำง่าย ๆ เช่น เคาะ ดึงชิ้นงานออก รีเซ็ตเซนเซอร์ หรือกดปุ่มสตาร์ทใหม่ แล้วเดินเครื่องต่อได้ทันทีโดยไม่ทิ้งร่องรอยในระบบบันทึกใด ๆ
ข้อแตกต่างสำคัญระหว่าง Minor Stop กับ Breakdown ไม่ได้อยู่ที่ระยะเวลาเพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่ "ใครแก้" และ "ต้องใช้ทรัพยากรอะไร" Breakdown คือความเสียหายที่ทำให้เครื่องเดินต่อไปไม่ได้จนกว่าช่างซ่อมบำรุงจะเข้ามาวินิจฉัยและซ่อมแซม อาจต้องเปลี่ยนอะไหล่ ใช้เครื่องมือเฉพาะ และใช้เวลาเป็นนาทีถึงเป็นชั่วโมง ส่วน Minor Stop ผู้ปฏิบัติงานหน้างานจัดการเองได้ในไม่กี่วินาทีถึงไม่กี่นาที ความแตกต่างนี้ทำให้ Minor Stop ถูกจัดอยู่ในกลุ่ม Speed Loss เดียวกับความสูญเสียจากความเร็วลดลง ไม่ใช่กลุ่ม Downtime Loss แบบเดียวกับ Breakdown เมื่อคำนวณOEE Minor Stop จึงไปกัดกิน Performance Rate ไม่ใช่ Availability Rate ซึ่งเป็นเหตุผลสำคัญที่มันมักถูกมองข้าม เพราะรายงาน Availability หรือ Uptime ยังคงดูดีอยู่ตลอด ทั้งที่ผลผลิตจริงต่ำกว่าที่ควรจะเป็นมาก
ตารางเปรียบเทียบ Minor Stop กับ Breakdown
| ประเด็น | Minor Stop (Chokotei) | Breakdown |
|---|---|---|
| ระยะเวลาโดยทั่วไป | ไม่เกิน 5 นาทีต่อครั้ง (บางโรงงานใช้ 3 หรือ 10 นาที) | ตั้งแต่หลักนาทีถึงหลักชั่วโมง ไม่มีเพดานตายตัว |
| ผู้แก้ไข | ผู้ปฏิบัติงานประจำเครื่องแก้ไขเอง | ต้องเรียกช่างซ่อมบำรุงหรือทีมวิศวกรรม |
| อะไหล่/เครื่องมือ | ไม่ต้องเปลี่ยนอะไหล่ ไม่ต้องใช้เครื่องมือเฉพาะ | มักต้องเปลี่ยนอะไหล่หรือใช้เครื่องมือ/อุปกรณ์วินิจฉัยเฉพาะ |
| การบันทึก | มักไม่ถูกบันทึก เพราะรู้สึกว่า "เล็กเกินไป" | มีใบสั่งซ่อม (Work Order) บันทึกในระบบแทบทุกครั้ง |
| ผลกระทบต่อ OEE | ลด Performance Rate (นับเป็น Speed Loss) | ลด Availability Rate (นับเป็น Downtime Loss) |
| ตัวชี้วัดที่เกี่ยวข้อง | จำนวนครั้งต่อกะ, mean-cycles-between-stops | MTBF และ MTTR |
| ความรู้สึกของหน้างาน | "เรื่องปกติ ไม่ใช่ปัญหา" | "ปัญหาใหญ่ ต้องรีบแก้" |
ความรู้สึกในแถวสุดท้ายของตารางคือรากของปัญหาทั้งหมดที่จะพูดถึงในบทความนี้ เพราะเมื่อหน้างานไม่มองว่า Minor Stop เป็น "ปัญหา" การสืบสาเหตุอย่างเป็นระบบและการตั้งนิยามปัญหาที่ชัดเจนจึงไม่เคยเกิดขึ้น ทั้งที่ในทางตัวเลขแล้ว Minor Stop มักเป็นความสูญเสียก้อนใหญ่ที่สุดก้อนหนึ่งเมื่อเทียบกับความสูญเสียจากการเปลี่ยนรุ่นหรือความสูญเสียจากของเสีย
ทำไม Minor Stop จึงเป็นความสูญเสียที่ "มองไม่เห็น" ทั้งที่กัดกิน OEE มหาศาล
ลองจินตนาการสายการผลิตที่หยุดจิ๋ว 150 ครั้งต่อกะ ครั้งละ 20 วินาที ตัวเลขนี้รวมกันแล้วเท่ากับเวลาที่หายไปถึง 50 นาทีต่อกะ 8 ชั่วโมง หรือประมาณ 10% ของเวลาทำงาน แต่ในสมุดบันทึกของกะนั้นอาจไม่มีบรรทัดไหนพูดถึงมันเลยสักครั้ง สาเหตุที่ Minor Stop หลุดรอดจากสายตาของผู้บริหารและแม้แต่หัวหน้างานมาจากลักษณะเฉพาะตัวสี่ประการ
แต่ละครั้งเล็กเกินกว่าจะมีใครบันทึก
ระบบบันทึกความสูญเสียส่วนใหญ่ในโรงงาน ไม่ว่าจะเป็นกระดาษหรือระบบดิจิทัล ถูกออกแบบมาสำหรับเหตุการณ์ที่ "มีนัยสำคัญ" คือใช้เวลานานพอที่จะมีใครสังเกตเห็นและอยากบันทึก การหยุด 15-30 วินาทีไม่ผ่านเกณฑ์ทางจิตวิทยานี้เลย พนักงานไม่รู้สึกว่าคุ้มค่าที่จะหยิบปากกาหรือแตะหน้าจอเพื่อบันทึกเหตุการณ์ที่ใช้เวลาสั้นกว่าการบันทึกเสียอีก
พนักงาน "เคลียร์แล้วเดินต่อ" เป็นความเคยชิน
เมื่อผู้ปฏิบัติงานเจอปัญหาเดิมซ้ำ ๆ ทุกวัน ร่างกายจะพัฒนาเป็นปฏิกิริยาอัตโนมัติ เห็นชิ้นงานติด ดึงออก กดสตาร์ท เป็นลำดับการเคลื่อนไหวที่ทำโดยแทบไม่ต้องคิด นี่คือทักษะที่ดีในแง่ความคล่องแคล่ว แต่เป็นหายนะในแง่ข้อมูล เพราะยิ่งพนักงานเก่งเท่าไรในการ "เคลียร์เงียบ ๆ" ปัญหายิ่งไม่ถูกมองเห็นมากเท่านั้น กลายเป็นว่าทักษะที่ดีของคนหน้างานกลับเป็นตัวบดบังปัญหาเชิงระบบไม่ให้ผู้บริหารรู้
สะสมทั้งกะแล้วกิน OEE มหาศาล
Minor Stop แต่ละครั้งดูเล็กน้อย แต่คูณด้วยความถี่แล้วมักกลายเป็นก้อนความสูญเสียที่ใหญ่กว่า Breakdown เสียอีก ตัวอย่างเช่น สายบรรจุที่หยุดจิ๋ว 200 ครั้งต่อกะ ครั้งละเฉลี่ย 15 วินาที เท่ากับสูญเสียเวลาการผลิตไป 50 นาที ขณะที่ Breakdown ในกะเดียวกันอาจเกิดเพียง 1 ครั้ง ใช้เวลาซ่อม 30 นาที เมื่อดูตัวเลขรวม Minor Stop "แพ้" Breakdown ไม่ได้เลยในแง่ผลกระทบต่อ OEE แต่กลับได้รับความสนใจน้อยกว่ามาก เพราะ Breakdown มีเหตุการณ์เดียวที่ชัดเจน ส่วน Minor Stop กระจายตัวจนไม่มีใครเห็นภาพรวม
ระบบบันทึกแบบ manual ตามไม่ทันความเร็วของปรากฏการณ์
ต่อให้พนักงานตั้งใจจะบันทึกทุกครั้งจริง ๆ ก็ทำไม่ได้ในทางปฏิบัติ เพราะบนสายการผลิตความเร็วสูงที่หยุดทุก 2-3 นาที การหยุดเขียนบันทึกทุกครั้งจะทำให้สายผลิตช้าลงกว่าเดิม สมุดบันทึกกระดาษหรือฟอร์มดิจิทัลที่ต้องกรอกทีละช่องจึงไม่ใช่เครื่องมือที่เหมาะกับธรรมชาติของ Minor Stop เลย นี่คือเหตุผลที่ตัวนับอัตโนมัติผ่าน IoT/PLC ซึ่งจะกล่าวถึงในหัวข้อมาตรการ กลายเป็นเงื่อนไขที่แทบจำเป็นสำหรับการมองเห็นความสูญเสียประเภทนี้อย่างแท้จริง
หลักการสืบหาสาเหตุ Minor Stop ด้วยแนวคิด 6 Gens
เพราะ Minor Stop เป็นปรากฏการณ์ที่เกิดเร็วมาก บางครั้งจบภายในไม่ถึง 10 วินาที การพยายามสืบสาเหตุย้อนหลังจากความจำหรือคำบอกเล่าจึงแทบไม่ได้ผล หลักคิดที่ใช้ได้จริงในการสืบหาสาเหตุ Minor Stop คือแนวคิด genba-genbutsu-genjitsu (สถานที่จริง วัตถุจริง สภาพจริง) ซึ่งขยายออกเป็น 6 Gens ในทางปฏิบัติ คือต้องไปยืนดูหน้างานจริง จับชิ้นงานหรือชิ้นส่วนที่ก่อปัญหาจริงมาดู และบันทึกสภาพจริง ณ ขณะที่เกิดเหตุ ไม่ใช่สภาพหลังจากพนักงานเคลียร์เสร็จแล้ว เพราะร่องรอยสำคัญที่สุด เช่น ทิศทางที่ชิ้นงานเบี้ยว ตำแหน่งที่วัสดุติดค้าง มุมที่เซนเซอร์อ่านผิด มักหายไปภายในไม่กี่วินาทีหลังพนักงานแก้ไข
รายละเอียดของหลักการ 3-Gen, 5-Gen และ 6-Gen ทั้งหมด อ่านเพิ่มเติมได้ที่Genba-Genbutsu-Genjitsu หลักคิดไปดูของจริงหน้างาน ซึ่งเป็นเครื่องมือหลักที่ทีมปรับปรุงควรฝึกให้เป็นสัญชาตญาณก่อนลงมือสืบสาเหตุ Minor Stop เพราะต่างจากการวิเคราะห์ Breakdown ที่มีเวลาตั้งหลักคิดหลังเหตุการณ์ได้มากกว่า Minor Stop ต้องการทีมที่ไวพอจะ "จับสภาพจริง ณ ตอนเกิด" ให้ทัน ไม่ว่าจะด้วยการตั้งกล้องความเร็วสูงบันทึกภาพรอบจุดที่เกิดปัญหาบ่อย การมอบหมายให้พนักงานถ่ายภาพก่อนเคลียร์ทุกครั้งที่ทำได้ หรือการฝึกให้ทีมวิศวกรรมไปยืนเฝ้าจุดเสี่ยงในช่วงเวลาที่ Minor Stop มักเกิดถี่ที่สุด
เมื่อได้สภาพจริงมาแล้ว ขั้นต่อไปคือการวิเคราะห์เชิงฟิสิกส์ด้วย P-M Analysis ซึ่งจะอธิบายรายละเอียดในหัวข้อถัดไป และหากพบว่าสาเหตุมีความซับซ้อนหลายชั้น การไล่ถามด้วยWhy-Why Analysisจะช่วยแยกอาการที่ปรากฏ (phenomenon) ออกจากสาเหตุรากที่แท้จริงได้ชัดเจนขึ้น
ตารางจำแนกอาการ Minor Stop ที่พบบ่อยในสายการผลิต
ก่อนจะไล่หาสาเหตุ ทีมปรับปรุงควรจำแนกอาการที่เกิดขึ้นจริงให้เป็นหมวดหมู่เสียก่อน เพราะ Minor Stop แต่ละอาการนำไปสู่แนวทางแก้ที่ต่างกันโดยสิ้นเชิง การเหมารวมทุกอาการเป็น "เครื่องมีปัญหา" แล้วส่งเรื่องให้ซ่อมบำรุงเพียงอย่างเดียว มักแก้ไม่ตรงจุดและเกิดซ้ำ ตารางต่อไปนี้สรุปหมวดอาการที่พบบ่อยที่สุดจากประสบการณ์หน้างานจริงในสายบรรจุ สายประกอบ และสายการผลิตความเร็วสูงทั่วไป
| หมวดอาการ | ลักษณะที่พบหน้างาน | จุดที่พบบ่อย | สัญญาณเตือนล่วงหน้า |
|---|---|---|---|
| ติดขัด/บล็อก (Jam) | ชิ้นงานหรือวัสดุอัดค้างจนกลไกเดินต่อไม่ได้ เซนเซอร์ตรวจจับสิ่งกีดขวางแล้วสั่งหยุด | ทางลำเลียง (conveyor) จุดเปลี่ยนทิศทาง คอขวดของสายพาน | เสียงเสียดสีผิดปกติ ความถี่การติดขัดถี่ขึ้นก่อนถึงจุดวิกฤต |
| เซนเซอร์ตรวจจับผิดพลาด | เซนเซอร์อ่านค่าผิด สั่งหยุดทั้งที่ไม่มีปัญหาจริง หรือไม่สั่งหยุดทั้งที่ควรหยุด | Photoelectric sensor, proximity sensor บริเวณจุดนับหรือจุดตรวจสอบตำแหน่ง | ค่าที่อ่านได้แกว่งโดยไม่มีการเปลี่ยนแปลงของชิ้นงานจริง |
| ชิ้นงานวางผิดทิศทาง | ชิ้นงานหมุนหรือเอียงผิดองศาก่อนเข้าสถานีถัดไป ทำให้กลไกจับยึดไม่ได้ | จุดป้อนชิ้นงาน (feeder) สถานีถ่ายโอนระหว่างเครื่อง | อัตราการวางผิดทิศทางเพิ่มขึ้นเมื่อความเร็วสายเพิ่ม |
| ไฟฟ้าสถิต/แรงเสียดทาน | ชิ้นงานเบา เช่น ฟิล์มหรือบรรจุภัณฑ์พลาสติก เกาะติดกันหรือติดผนังราง ทำให้ป้อนไม่ลื่น | งานบรรจุภัณฑ์แบบฟิล์ม งานกระดาษบาง งานพลาสติกในสภาพอากาศแห้ง | ปัญหาถี่ขึ้นในฤดูแล้งหรือห้องที่ความชื้นต่ำ |
| Guide/Chute เยื้องแนว | รางนำหรือรางร่อนเบี่ยงจากตำแหน่งเดิมเล็กน้อย ทำให้ชิ้นงานตกไม่ตรงตำแหน่งรับ | จุดเชื่อมต่อระหว่างสถานี ปลายสายพานที่ปล่อยชิ้นงานตกอิสระ | รอยสึกไม่สม่ำเสมอบนราง ระยะห่างจุดยึดเปลี่ยนไปจากค่าตั้งต้น |
| วัตถุดิบ/ชิ้นส่วนป้อนไม่ทัน | สายการผลิตวิ่งเร็วกว่าอัตราป้อนวัตถุดิบ เกิดการ "รอ" ที่ทำให้ระบบตีความเป็นการหยุด | ต้นสายที่รับวัตถุดิบจาก supplier ภายใน จุดเชื่อมระหว่างเครื่องที่ความเร็วไม่เท่ากัน | คิว/บัฟเฟอร์ต้นสายพร่องบ่อยก่อนเครื่องจะหยุด |
สังเกตว่าอาการทั้งหกกลุ่มนี้มีธรรมชาติต่างกันมาก บางกลุ่มเป็นปัญหาเชิงกลไก (ติดขัด, guide เยื้องแนว) บางกลุ่มเป็นปัญหาเชิงไฟฟ้า/อิเล็กทรอนิกส์ (เซนเซอร์ผิดพลาด) และบางกลุ่มเป็นปัญหาเชิงการไหลของกระบวนการ (วัตถุดิบป้อนไม่ทัน) การใช้QC 7 Toolsอย่าง Pareto Chart แยกตามหมวดอาการก่อน แล้วจึงลงลึกทีละหมวดด้วยเครื่องมือที่เหมาะสม จะมีประสิทธิภาพกว่าการพยายามแก้ทุกอาการพร้อมกัน
สาเหตุตามหมวด 4M พร้อมกลไกทางฟิสิกส์
เมื่อจำแนกอาการได้แล้ว ขั้นตอนถัดไปคือการไล่หาสาเหตุรากด้วยกรอบ4M Analysis (Man, Machine, Material, Method) ควบคู่กับการอธิบายกลไกทางฟิสิกส์ของแต่ละสาเหตุอย่างละเอียด ซึ่งเป็นหัวใจของแนวทางP-M Analysis ที่ไม่หยุดอยู่แค่ "สาเหตุคืออะไร" แต่ไล่ลึกถึง "ทำไมปรากฏการณ์ทางฟิสิกส์นี้จึงเกิดขึ้น" เพื่อให้มาตรการที่ออกมาแก้ที่ต้นตอจริง ไม่ใช่แค่บรรเทาอาการ
| หมวด 4M | ตัวอย่างสาเหตุ | กลไกทางฟิสิกส์โดยย่อ |
|---|---|---|
| Man (คน) | ปรับตั้งเครื่องไม่ตรงมาตรฐาน วิธีป้อนชิ้นงานด้วยมือไม่สม่ำเสมอระหว่างกะ | แรงและมุมที่ป้อนชิ้นงานต่างกันทำให้จุดสัมผัสกับ guide เปลี่ยนตำแหน่งทุกครั้ง ความไม่สม่ำเสมอนี้สะสมเป็นความคลาดเคลื่อนที่เกินขอบเขตยอมรับได้ของกลไกรับชิ้นงาน |
| Machine (เครื่องจักร) | ความสึกหรอของชิ้นส่วนกลไก ระยะห่าง (clearance) ที่เปลี่ยนไปจากการสั่นสะเทือนสะสม | เมื่อผิวสัมผัสสึกหรอ แรงเสียดทานและระยะห่างเชิงกลเปลี่ยนแปลง ทำให้พลศาสตร์การเคลื่อนที่ของชิ้นงานเบี่ยงจากค่าที่ออกแบบไว้ตั้งแต่ต้น แม้เบี่ยงเพียงเสี้ยวมิลลิเมตรก็ทำให้เซนเซอร์อ่านค่าผิดตำแหน่งได้ |
| Material (วัตถุดิบ) | ความหนาหรือขนาดของชิ้นงาน/บรรจุภัณฑ์แปรผันเกินสเปกจาก lot ต่าง supplier | ความแปรผันของขนาดทำให้แรงเสียดทานกับราง guide เปลี่ยนไปทุก lot ชิ้นงานที่บางหรือหนากว่าค่ากลางอาจหลุดจากแนวจับยึดที่ออกแบบมาสำหรับขนาดมาตรฐานเท่านั้น |
| Method (วิธีการ) | ความเร็วสายการผลิตตั้งไว้สูงกว่าที่กลไกป้อนวัสดุรองรับได้จริงในบางช่วงของวัฏจักร | เมื่อความเร็วเชิงมุมหรือความเร็วเชิงเส้นของกลไกเกินขีดจำกัดที่แรงเฉื่อยของชิ้นงานจะตามทัน เกิดการลื่นไถลหรือกระดอน ทำให้ตำแหน่งชิ้นงานคลาดเคลื่อนจากจุดรับที่ออกแบบไว้ |
ข้อสังเกตสำคัญคือสาเหตุ Minor Stop ส่วนใหญ่ไม่ได้เกิดจากปัจจัยเดียวโดด ๆ แต่เป็นผลรวมของหลายปัจจัยที่แต่ละตัวอยู่ในขอบเขตยอมรับได้เมื่อพิจารณาแยกกัน แต่เมื่อมารวมกันกลับเกินเกณฑ์ที่กลไกจะรองรับ นี่คือเหตุผลที่การวิเคราะห์แบบแยกส่วนตามหมวด 4M เพียงอย่างเดียวไม่พอ ต้องใช้ P-M Analysis เพื่อดูปฏิสัมพันธ์ระหว่างเงื่อนไขทั้งหมดพร้อมกัน
มาตรการรายหมวด: จากจุดติดขัดถึงตัวนับอัตโนมัติ
มาตรการแก้ Minor Stop ที่ได้ผลจริงไม่ใช่การ "ซ่อมเมื่อเสีย" แบบ Breakdown แต่เป็นการออกแบบใหม่เพื่อไม่ให้อาการเดิมเกิดซ้ำได้อีก ผสมกับการวางระบบให้มองเห็นข้อมูลได้ต่อเนื่อง หัวข้อนี้แจกแจงมาตรการหลักสี่กลุ่มที่ควรใช้ร่วมกัน ไม่ใช่เลือกใช้เพียงกลุ่มเดียว
Poka-Yoke แก้จุดติดขัดและออกแบบ Guide/Chute ใหม่
หัวใจของการแก้ Minor Stop เชิงกลไกคือหลักการPoka-Yoke คือออกแบบให้ชิ้นงานเข้าตำแหน่งที่ถูกต้องได้ทางเดียว ไม่มีทางเบี่ยงเบนแม้ผู้ปฏิบัติงานหรือสภาพวัตถุดิบจะแปรผันบ้างก็ตาม สำหรับ Guide และ Chute ที่เยื้องแนว การแก้ที่ยั่งยืนคือออกแบบจุดยึดใหม่ให้ตรวจสอบตำแหน่งได้ด้วยสายตาในไม่กี่วินาที เช่น ทำเครื่องหมายแนวอ้างอิงสีตัดกันชัดเจนบนตัวรางและบนฐานยึด หากรางเยื้องจากแนวแม้เพียงเล็กน้อยจะเห็นความไม่ตรงแนวได้ทันทีโดยไม่ต้องใช้เครื่องมือวัด นี่คือการนำหลักVisual Managementมาผนวกกับ Poka-Yoke
| หมวดอาการ | มาตรการหลัก | ตัวอย่างการทำจริง |
|---|---|---|
| ติดขัด/บล็อก | Poka-Yoke ปรับมุมทางลำเลียงและเพิ่มจุดผ่อนแรงกดสะสม | เปลี่ยนมุมเอียงทางลำเลียงให้สอดคล้องแรงโน้มถ่วงจริงของชิ้นงาน ลดจุดหักมุมกะทันหัน |
| เซนเซอร์ตรวจจับผิดพลาด | Tune ค่าความไวและตำแหน่งเซนเซอร์ใหม่ตามสภาพจริง | ปรับระยะตรวจจับ (sensing distance) และมุมติดตั้งให้ตรงกับพื้นผิวชิ้นงานจริง ไม่ใช่ค่าตั้งต้นจากโรงงานผู้ผลิตเครื่อง |
| ชิ้นงานวางผิดทิศทาง | Poka-Yoke เชิงรูปทรง (shape-based) บังคับให้เข้าได้ทางเดียว | เพิ่มลิ้นกันหมุนหรือร่องนำทางที่ชิ้นงานสอดเข้าได้เพียงทิศทางเดียวเท่านั้น |
| ไฟฟ้าสถิต/แรงเสียดทาน | ติดตั้งตัวกำจัดไฟฟ้าสถิต (ionizer) และควบคุมความชื้นสัมพัทธ์ | ติดตั้ง ionizer bar เหนือจุดที่ฟิล์มหรือชิ้นงานเบาเคลื่อนผ่าน ร่วมกับควบคุมความชื้นในพื้นที่ผลิต |
| Guide/Chute เยื้องแนว | ออกแบบจุดยึดใหม่พร้อมเครื่องหมายอ้างอิงแนวที่มองเห็นได้ | ทำ visual mark ที่จุดยึด กำหนดค่าระยะห่างมาตรฐานให้ตรวจสอบได้ในรอบตรวจเช้า |
| วัตถุดิบ/ชิ้นส่วนป้อนไม่ทัน | ปรับสมดุลอัตราป้อน (line balancing) และเพิ่มบัฟเฟอร์ที่จุดจำเป็น | คำนวณ cycle time ของแต่ละสถานีใหม่ เพิ่ม buffer ขนาดพอเหมาะที่จุดคอขวดโดยไม่สร้าง WIP ส่วนเกิน |
ขั้นตอนมาตรฐานสำหรับเคลียร์ปัญหาและบันทึกทุกครั้ง
แม้จะแก้เชิงกลไกแล้ว Minor Stop จะไม่มีวันเป็นศูนย์ทันที จึงต้องมี SOP ที่ทำให้การเคลียร์ปัญหาทุกครั้งกลายเป็นข้อมูลโดยอัตโนมัติ ไม่ใช่ภาระเพิ่มของผู้ปฏิบัติงาน ขั้นตอนที่ใช้ได้จริงควรออกแบบให้ใช้เวลาบันทึกไม่เกิน 2-3 วินาทีต่อครั้ง เช่น กดปุ่มจัดหมวดอาการบนจอสัมผัสขณะเดินไปเคลียร์ปัญหา แทนการเขียนบรรยายเหตุการณ์
| ขั้นตอน | สิ่งที่ทำ | ผู้รับผิดชอบ |
|---|---|---|
| 1. ตรวจจับ | ระบบ/เซนเซอร์แจ้งหยุดพร้อมบันทึกเวลาอัตโนมัติ | ระบบ PLC/IoT |
| 2. กดจัดหมวดอาการ | ผู้ปฏิบัติงานกดเลือกหมวดอาการที่ตรงที่สุดบนจอก่อนเดินไปเคลียร์ | ผู้ปฏิบัติงานประจำเครื่อง |
| 3. เคลียร์ปัญหา | แก้ไขตามขั้นตอนที่ระบุในOPLของจุดนั้น ๆ | ผู้ปฏิบัติงานประจำเครื่อง |
| 4. สตาร์ทเครื่อง | กดสตาร์ท ระบบบันทึกระยะเวลาหยุดจริงอัตโนมัติ | ผู้ปฏิบัติงานประจำเครื่อง |
| 5. ทบทวนรายกะ | สรุป Pareto อาการที่เกิดถี่สุดในกะ ส่งต่อทีมปรับปรุง | หัวหน้ากะ / ทีม Kaizen |
ความสำเร็จของขั้นตอนนี้ขึ้นกับการฝึกฝนให้เป็นนิสัยผ่านOJT และ Skill Matrixของเสา Education & Training ควบคู่กับการกำหนดให้การกดจัดหมวดอาการเป็นส่วนหนึ่งของDaily Managementประจำวัน ไม่ใช่กิจกรรมพิเศษที่ทำเฉพาะช่วงมีโครงการ Kaizen
ตัวนับหยุดอัตโนมัติ (IoT/PLC) เทียบกับการนับด้วยมือ
ประเด็นที่ถกเถียงกันบ่อยในทีมปรับปรุงคือควรลงทุนติดตั้งตัวนับอัตโนมัติหรือใช้คนนับต่อไป ตารางต่อไปนี้เปรียบเทียบให้เห็นภาพชัดเจน
| ประเด็น | ตัวนับอัตโนมัติ (IoT/PLC) | นับด้วยมือ |
|---|---|---|
| ความแม่นยำ | บันทึกทุกครั้งตามสัญญาณจริงจากเครื่อง ไม่มีตกหล่น | ตกหล่นสูงเมื่อความถี่การหยุดมากกว่า 1 ครั้งต่อนาที |
| ความละเอียดของข้อมูล | บันทึกเวลาหยุด-เดินแม่นยำระดับวินาที คำนวณ mean-cycles-between-stops ได้อัตโนมัติ | มักบันทึกเป็นค่าประมาณหรือกลุ่มช่วงเวลา |
| ภาระของผู้ปฏิบัติงาน | แทบไม่เพิ่มภาระ เพราะระบบจับสัญญาณเอง | เพิ่มภาระ อาจกระทบจังหวะทำงานจริง |
| ต้นทุนเริ่มต้น | ต้องลงทุนเซนเซอร์/ตัวควบคุมและซอฟต์แวร์เชื่อมข้อมูล | ไม่มีต้นทุนอุปกรณ์เพิ่มเติม |
| ความเหมาะสม | คุ้มค่ากับสายที่มีความถี่หยุดสูงและมูลค่าการผลิตสูง | พอใช้ได้กับสายที่หยุดไม่บ่อยและมูลค่าต่ำ |
แนวทางที่ทีมปรับปรุงจำนวนมากใช้จริงคือเริ่มจากนับด้วยมือแบบเข้มข้นในช่วงสั้น ๆ 1-2 สัปดาห์เพื่อยืนยันว่า Minor Stop เป็นก้อนความสูญเสียใหญ่จริงตามที่สงสัย จากนั้นใช้ตัวเลขนั้นเป็นเหตุผลขออนุมัติงบลงทุนตัวนับอัตโนมัติสำหรับจุดที่คุ้มค่าที่สุดก่อน ไม่จำเป็นต้องติดตั้งทุกสถานีพร้อมกัน แนวคิดเดียวกับJidokaที่เน้นให้เครื่องจักร "แจ้งความผิดปกติเอง" ก็นำมาประยุกต์กับสัญญาณแจ้งเตือนผ่านระบบ Andonได้เช่นกัน เพื่อให้หัวหน้ากะเห็นจุดที่หยุดถี่ผิดปกติได้แบบเรียลไทม์โดยไม่ต้องรอสรุปท้ายกะ
เคสตัวอย่างเดินเต็ม: จากอาการถึงตัวเลขหลังปรับปรุง
ทฤษฎีทั้งหมดข้างต้นจะมีน้ำหนักก็ต่อเมื่อเห็นผลลัพธ์เป็นตัวเลขจริง ต่อไปนี้คือสองเคสจำลองจากลักษณะปัญหาที่พบทั่วไปในสายบรรจุและสายปิดฝา ซึ่งสรุปกระบวนการตั้งแต่จำแนกอาการ สืบสาเหตุ ลงมาตรการ จนถึงผลลัพธ์หลังปรับปรุง 8 สัปดาห์
เคสที่ 1: สายบรรจุถุง ลด Minor Stop จาก 240 เหลือ 40 ครั้งต่อกะ
สายบรรจุถุงขนมแห่งหนึ่งเดินเครื่องด้วยความเร็วสูง แต่ทีมงานสังเกตว่าตัวเลขผลผลิตจริงต่ำกว่าที่คำนวณจากความเร็วเครื่องเสมอ เมื่อทีมปรับปรุงลงพื้นที่นับด้วยมืออย่างเข้มข้นตามหลักgenba-genbutsu-genjitsuเป็นเวลา 5 กะติดต่อกัน พบว่าเครื่องหยุดจิ๋วเฉลี่ย 240 ครั้งต่อกะ ครั้งละประมาณ 12 วินาที รวมเวลาสูญเสีย 48 นาทีต่อกะ 8 ชั่วโมง หรือคิดเป็นราว 10% ของเวลาทำงานที่วางแผนไว้ ทั้งที่ไม่เคยมีรายงาน Breakdown จากสายนี้เลยในเดือนนั้น
การจับสภาพจริง ณ ตอนเกิดเหตุด้วยกล้องความเร็วสูงที่จุดป้อนฟิล์มพบสองสาเหตุร่วมกัน คือฟิล์มบรรจุภัณฑ์เกิดไฟฟ้าสถิตเกาะติดกันเป็นครั้งคราวในช่วงที่ความชื้นในโรงงานต่ำ และ chute รับถุงที่บรรจุเสร็จแล้วเยื้องแนวจากตำแหน่งเดิมประมาณ 3 มิลลิเมตร ทำให้ถุงบางใบตกไม่ตรงตำแหน่งรับและเซนเซอร์ตรวจจับสั่งหยุดฉุกเฉิน เมื่อวิเคราะห์ด้วยP-M Analysisทีมงานพบว่าทั้งสองสาเหตุเป็นผลจากการสั่นสะเทือนสะสมของฐานเครื่องที่ไม่เคยถูกตรวจสอบระยะห่างซ้ำหลังติดตั้งครั้งแรก
มาตรการที่ลงมือทำคือติดตั้ง ionizer bar เหนือจุดป้อนฟิล์มเพื่อกำจัดไฟฟ้าสถิต ออกแบบจุดยึด chute ใหม่พร้อมทำเครื่องหมายแนวอ้างอิงสีตัดกันให้ตรวจสอบด้วยสายตาได้ในรอบตรวจเช้าโดยไม่ต้องใช้เครื่องมือวัด และปรับให้การตรวจสอบแนว chute เป็นส่วนหนึ่งของเช็กลิสต์ AM ประจำวัน
| ตัวชี้วัด | ก่อนปรับปรุง | หลังปรับปรุง (8 สัปดาห์) |
|---|---|---|
| จำนวนครั้งหยุดต่อกะ | 240 ครั้ง | 40 ครั้ง |
| ระยะเวลาเฉลี่ยต่อครั้ง | 12 วินาที | 10 วินาที |
| เวลาสูญเสียรวมต่อกะ | 48 นาที | ประมาณ 6.7 นาที |
| สัดส่วนต่อ Loading Time (กะ 8 ชม.) | 10.0% | 1.4% |
| Mean-Cycles-Between-Stops | ต่ำ (หยุดถี่มาก) | เพิ่มขึ้นประมาณ 6 เท่า |
ผลลัพธ์นี้ทำให้ Performance Rate ในสูตรOEEของสายนี้ขยับขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ โดยไม่ต้องลงทุนเปลี่ยนเครื่องจักรใหม่แม้แต่ชิ้นเดียว ใช้เพียงงบปรับปรุงจุดยึดและอุปกรณ์กำจัดไฟฟ้าสถิตมูลค่าไม่สูง
เคสที่ 2: สายปิดฝาขวด ลด Minor Stop จาก 180 เหลือ 25 ครั้งต่อกะ
สายปิดฝาขวดพลาสติกอีกโรงงานหนึ่งเผชิญปัญหาคล้ายกันแต่คนละกลไก จากการจำแนกอาการพบว่าปัญหาหลักคือฝาที่ป้อนจาก vibratory bowl feeder บางครั้งหมุนกลับด้าน ทำให้หัวจับปิดฝาจับพลาดและระบบตรวจจับแรงบิดสั่งหยุดเพื่อป้องกันความเสียหาย ร่วมกับเซนเซอร์นับขวดที่ตำแหน่งทางออกอ่านค่าคลาดเคลื่อนเมื่อขวดสั่นเล็กน้อยระหว่างเคลื่อนที่ ก่อนปรับปรุง สายนี้หยุดจิ๋วเฉลี่ย 180 ครั้งต่อกะ ครั้งละประมาณ 8 วินาที รวมเวลาสูญเสีย 24 นาทีต่อกะ
ทีมงานใช้ Why-Why ไล่ถามจากอาการ "หัวจับปิดฝาพลาด" ย้อนไปจนถึงรากสาเหตุว่ารางป้อนของ bowl feeder ไม่มีกลไกบังคับทิศทางฝา ปล่อยให้ฝาตกลงในรางได้ทั้งสองด้าน มาตรการที่ลงมือทำคือออกแบบร่องนำทางแบบ Poka-Yoke เชิงรูปทรงเพิ่มเข้าไปในรางป้อน บังคับให้ฝาที่หงายผิดด้านถูกดันตกกลับเข้าถังพักโดยอัตโนมัติ ผ่านได้เฉพาะฝาที่วางถูกทิศทางเท่านั้น และปรับตำแหน่งกับความไวของเซนเซอร์นับขวดใหม่ให้ทนต่อการสั่นเล็กน้อยระหว่างเคลื่อนที่
| ตัวชี้วัด | ก่อนปรับปรุง | หลังปรับปรุง (8 สัปดาห์) |
|---|---|---|
| จำนวนครั้งหยุดต่อกะ | 180 ครั้ง | 25 ครั้ง |
| ระยะเวลาเฉลี่ยต่อครั้ง | 8 วินาที | 7 วินาที |
| เวลาสูญเสียรวมต่อกะ | 24 นาที | ประมาณ 2.9 นาที |
| สัดส่วนต่อ Loading Time (กะ 8 ชม.) | 5.0% | 0.6% |
| ของเสียจากฝาปิดไม่สนิทที่ตรวจพบปลายสาย | สูงกว่าค่าเฉลี่ยสาย 3 เท่า | ใกล้เคียงค่าเฉลี่ยสาย |
เคสนี้ยังส่งผลดีต่อเนื่องด้านความสูญเสียจากของเสียด้วย เพราะฝาที่จับพลาดบางครั้งหลุดผ่านไปได้แบบปิดไม่สนิทโดยไม่ถูกตรวจจับ การแก้ที่ต้นเหตุจึงลดทั้ง Minor Stop และของเสียปลายทางไปพร้อมกัน ทั้งสองเคสสะท้อนบทเรียนเดียวกันคือมาตรการที่ยั่งยืนมักมีต้นทุนต่ำกว่าที่คาดไว้มาก เมื่อสืบสาเหตุถูกจุดจริง ๆ
ตัววัดที่ใช้ติดตาม Minor Stop
การจัดการ Minor Stop ให้ได้ผลต่อเนื่องต้องมีตัวชี้วัดที่ติดตามได้สม่ำเสมอ ไม่ใช่แค่ตอนทำโครงการ Kaizen ช่วงสั้น ๆ ตารางต่อไปนี้สรุปตัวชี้วัดหลักที่ควรอยู่ในชุดตัวชี้วัดของสายการผลิตและเชื่อมโยงกับโครงสร้างKMI-KPI-KAIตั้งแต่ระดับปฏิบัติการจนถึงเป้าหมายของโรงงาน
| ตัวชี้วัด | นิยาม/สูตรโดยย่อ | ใช้ทำอะไร |
|---|---|---|
| จำนวนครั้งหยุดต่อกะ | นับจำนวนเหตุการณ์ Minor Stop ทั้งหมดในหนึ่งกะการทำงาน | ดูแนวโน้มความถี่ เปรียบเทียบระหว่างกะ/สาย/เครื่อง |
| ระยะเวลาเฉลี่ยต่อครั้ง | เวลาสูญเสียรวมต่อกะ หารด้วยจำนวนครั้งหยุด | บอกว่าอาการรุนแรงขึ้นหรือแค่ถี่ขึ้น |
| สัดส่วนเวลา Minor Stop ต่อ Loading Time | (จำนวนครั้ง × เวลาเฉลี่ยต่อครั้ง) หารด้วยเวลาทำงานที่วางแผนไว้ คูณ 100 | เทียบน้ำหนักผลกระทบต่อ Performance Rate โดยตรง |
| Mean-Cycles-Between-Stops | จำนวนรอบการผลิต (ชิ้น/รอบ) เฉลี่ยระหว่างการหยุดจิ๋วสองครั้งติดกัน | ชี้ความเสถียรของกระบวนการ ใช้เทียบก่อน-หลังปรับปรุงได้ตรงกว่าจำนวนครั้งเฉย ๆ |
| เวลาสูญเสียรวมต่อกะ (นาที) | ผลรวมเวลาหยุดจิ๋วทุกครั้งในกะเดียวกัน | แปลงเป็นมูลค่าความสูญเสียได้โดยตรงเมื่อคูณกับอัตราการผลิตและราคาต่อหน่วย |
ตัวชี้วัดกลุ่มนี้ควรดูคู่กับ MTBF และ MTTR ของสายเดียวกันเสมอ เพื่อให้เห็นภาพครบทั้งสองด้าน คือด้าน Breakdown ที่วัดด้วย MTBF/MTTR และด้าน Minor Stop ที่วัดด้วยชุดตัวชี้วัดข้างต้น การรายงานเพียงด้านใดด้านหนึ่งจะทำให้ผู้บริหารเห็นภาพ OEE ไม่ครบถ้วน
8 กับดักที่พบบ่อยเมื่อจัดการ Minor Stop
จากประสบการณ์หน้างานจริง ทีมปรับปรุงจำนวนมากเริ่มโครงการลด Minor Stop ด้วยความตั้งใจดีแต่ล้มเลิกกลางทางหรือไม่เห็นผลตามคาด สาเหตุมักไม่ใช่เรื่องเทคนิค แต่เป็นกับดักเชิงแนวคิดและวิธีบริหารจัดการดังตารางต่อไปนี้
| ลำดับ | กับดัก | สิ่งที่ควรทำแทน |
|---|---|---|
| 1 | ไม่แยกนับ Minor Stop ออกจาก Speed Loss โดยรวม ทำให้ไม่เห็นสัดส่วนที่แท้จริง | แยกบันทึกตามหมวดอาการตั้งแต่ต้น ไม่รวมเป็นตัวเลข Speed Loss ก้อนเดียว |
| 2 | พนักงานเคลียร์ปัญหาเงียบ ๆ โดยไม่บันทึก เพราะรู้สึกว่าเป็นเรื่องเล็ก | ลดขั้นตอนบันทึกให้เหลือแค่กดปุ่มเลือกหมวด ไม่ต้องเขียนบรรยาย |
| 3 | ไล่แก้ตามความถี่ (จำนวนครั้ง) แทนที่จะไล่ตามเวลารวมที่สูญเสียจริง | จัดลำดับความสำคัญด้วยCost Deploymentแปลงเวลาที่เสียเป็นมูลค่า แล้วเรียงตามผลกระทบสูงสุดก่อน |
| 4 | มองว่า "ไม่ใช่ Breakdown จริง" จึงไม่ให้ความสำคัญเท่าปัญหาซ่อมบำรุงใหญ่ | รายงาน Minor Stop คู่กับ Breakdown ในบอร์ดเดียวกันทุกกะ ให้น้ำหนักตามผลกระทบต่อ OEE ไม่ใช่ตามความน่าตกใจของเหตุการณ์ |
| 5 | ตั้งเป้าลดให้เป็นศูนย์ทุกจุดพร้อมกันโดยไม่จัดลำดับ ทำให้ทีมทำงานกระจายจนไม่เห็นผลที่จุดไหนเลย | เลือก 2-3 จุดที่ Pareto สูงสุดก่อน ทำให้เสร็จสมบูรณ์แล้วค่อยขยายผล |
| 6 | แก้ที่อาการปลายทาง เช่น ลดความไวเซนเซอร์ให้หยุดน้อยลง โดยไม่แก้ต้นเหตุเชิงกลไก | ยึดหลัก P-M Analysis สืบให้ถึงกลไกทางฟิสิกส์ก่อนออกมาตรการ |
| 7 | ไม่ทบทวนมาตรฐานหลังปรับปรุง ปล่อยให้ guide หรือ chute เยื้องแนวกลับมาใหม่ตามการสั่นสะเทือนสะสม | บรรจุการตรวจสอบแนวเข้าเช็กลิสต์ AM ประจำวันอย่างถาวร ไม่ใช่ทำครั้งเดียวจบ |
| 8 | มองข้ามข้อมูลเชิงคุณภาพจากผู้ปฏิบัติงานหน้างานเพราะคิดว่าไม่มีนัยสำคัญทางสถิติ | ตั้งช่องทางให้ผู้ปฏิบัติงานแจ้งความผิดปกติที่สังเกตได้ก่อนกลายเป็นแนวโน้มชัดเจนในข้อมูล |
บทบาทของ AM: ผู้ปฏิบัติงานคือสายตาด่านแรก
ไม่ว่าจะลงทุนตัวนับอัตโนมัติหรือออกแบบ Poka-Yoke ดีเพียงใด หัวใจของการจัดการ Minor Stop อย่างยั่งยืนยังคงอยู่ที่ผู้ปฏิบัติงานประจำเครื่อง เพราะเป็นคนกลุ่มเดียวที่อยู่หน้างานตลอดเวลาและเป็นผู้สัมผัสความผิดปกติก่อนใคร แนวทางAutonomous Maintenance (AM) 7 ขั้นตอนวางรากฐานเรื่องนี้ไว้ตั้งแต่ขั้นที่ 1 คือการทำความสะอาดเพื่อตรวจสอบ (Initial Cleaning) ที่ฝึกให้ผู้ปฏิบัติงานสังเกตความผิดปกติเล็ก ๆ อย่างการสั่นสะเทือนผิดจังหวะหรือเสียงเสียดสีที่เปลี่ยนไป ซึ่งมักเป็นสัญญาณเตือนล่วงหน้าของ Minor Stop ก่อนที่อาการจะปรากฏชัดตามตารางจำแนกอาการในหัวข้อก่อนหน้า
เมื่อ AM พัฒนาไปถึงขั้นที่เกี่ยวกับการตั้งมาตรฐานการตรวจสอบด้วยตนเอง ผู้ปฏิบัติงานจะกลายเป็นด่านแรกที่ตรวจพบ guide เยื้องแนวหรือความหลวมของจุดยึดก่อนที่จะสะสมจนเกิด Minor Stop ถี่ขึ้น การเชื่อมงาน AM เข้ากับPlanned Maintenanceของทีมซ่อมบำรุงจึงสำคัญ เพราะบางกรณีอาการที่ผู้ปฏิบัติงานสังเกตพบต้องส่งต่อให้ช่างวิเคราะห์เชิงลึกและวางแผนซ่อมเชิงป้องกันร่วมกัน ไม่ใช่ปล่อยให้ผู้ปฏิบัติงานแก้เองไปเรื่อย ๆ จนกลายเป็นการซ่อนปัญหาเชิงระบบดังที่กล่าวไว้ในหัวข้อกับดัก
องค์กรที่จัดการ Minor Stop ได้ผลจริงมักมีจุดร่วมเดียวกันคือให้ผู้ปฏิบัติงานลงพื้นที่ตรวจสภาพจริงตามหลักgenba-genbutsu-genjitsuเป็นกิจวัตร ไม่ใช่แค่ตอนมีปัญหาใหญ่ และเมื่อทีมปรับปรุงสรุปผลโครงการเสร็จ การนำเสนอผลงานตามโครงสร้างQC Storyจะช่วยสื่อสารทั้งกระบวนการคิดและตัวเลขก่อน-หลังให้ทีมอื่นในโรงงานเรียนรู้และทำซ้ำได้ ซึ่งเป็นหลักการเดียวกับที่ใช้อธิบายความสูญเสียช่วงเริ่มเดินเครื่องที่มักเกิดร่วมกับ Minor Stop ในช่วงต้นกะเช่นกัน
Minor Stop Loss ไม่ใช่ความสูญเสียที่ต้องยอมรับว่า "เป็นเรื่องปกติของสายการผลิต" การมองเห็นด้วยข้อมูลที่ถูกต้อง สืบสาเหตุถึงกลไกทางฟิสิกส์ ลงมาตรการที่จุดจริง และวัดผลอย่างต่อเนื่อง คือเส้นทางเดียวกับที่ใช้ไล่ล่าความสูญเสียเรื้อรังทุกประเภทในโรงงาน หากทีมของท่านต้องการที่ปรึกษาที่มีประสบการณ์วางระบบดักจับและลด Minor Stop อย่างเป็นระบบตั้งแต่การออกแบบตัวชี้วัดจนถึงการโค้ชหน้างาน ทีมงานTPM Consultingของเราพร้อมร่วมออกแบบแผนที่เหมาะกับสภาพเครื่องจักรและบุคลากรของแต่ละโรงงานโดยเฉพาะ