Step 1 · ประเมินเครื่องจักรและเข้าใจสภาพปัจจุบัน
Evaluate equipment and understand current conditions
Why this step
ก่อนวางแผนอะไรได้ ต้องรู้ก่อนว่ามีเครื่องอะไรบ้าง เครื่องไหนสำคัญกว่ากัน และตอนนี้เสียบ่อยแค่ไหน เสียหนักแค่ไหน ใช้เงินไปเท่าไร — จัดทำทะเบียนเครื่องจักร จัดระดับความสำคัญด้วยเกณฑ์ที่ตกลงร่วมกันหลายฝ่าย นิยามความเสียหายให้ชัด แล้วตั้งค่าฐานกับเป้าที่ต่างกันตามระดับเครื่อง
Required deliverables (6)
1. ทะเบียนประวัติเครื่องจักรที่ครบและเป็นปัจจุบัน
ต้องมี ต้องทำ
จัดทำหรือปรับปรุงทะเบียนเครื่องจักรให้ครบทุกเครื่องในขอบเขต โดยทะเบียนต้องเป็นข้อมูลดิบที่ใช้ประเมินเครื่องได้จริง ทั้งข้อมูลการออกแบบ สภาพการใช้งาน และประวัติการบำรุงรักษาย้อนหลัง
ต้องมี
รหัสทรัพย์สิน ชื่อเครื่อง รุ่น เลขแบบ เลขสเปก · ตำแหน่งติดตั้ง (โรงงาน สายการผลิต กระบวนการ) และประวัติการย้าย · ผู้ผลิต วันที่ผลิต ติดตั้ง ทดลองเดินเครื่อง และเริ่มใช้งาน · บันทึกการเปลี่ยนสเปกพร้อมวันที่ · ประวัติการบำรุงรักษาตามรอบ งานแก้ไข และความเสียหายใหญ่ · สเปกอุปกรณ์ประกอบหลัก
ผ่านเมื่อ
ครอบคลุมเครื่องในขอบเขตครบทุกเครื่อง และมีประวัติการซ่อมย้อนหลังจริง ไม่ใช่ทะเบียนเปล่าที่มีแต่ชื่อเครื่อง
กับดัก
ทำทะเบียนเฉพาะเครื่องหลักไม่กี่ตัวแล้วเริ่มจัดระดับความสำคัญเลย พอถึง Step 4 จึงพบว่าเครื่องที่ไม่ได้ลงทะเบียนคือตัวที่ทำให้สายการผลิตหยุดบ่อยที่สุด
2. เกณฑ์ประเมินและการจัดระดับความสำคัญเครื่องจักร A/B/C
ต้องมี ต้องทำ
กำหนดเกณฑ์ให้คะแนนเครื่องจักรตามผลกระทบเมื่อเสีย ครอบคลุมความปลอดภัยและสิ่งแวดล้อม คุณภาพ การผลิต ต้นทุน และการส่งมอบ พร้อมเงื่อนไขทางกฎหมาย แล้วจัดระดับเป็น A / B / C โดยฝ่ายบำรุงรักษา ฝ่ายผลิต ฝ่ายวิศวกรรม และฝ่ายความปลอดภัยต้องร่วมกันให้คะแนน ไม่ใช่ฝ่ายเดียวตัดสิน
ต้องมี
ตารางเกณฑ์การประเมินรายมิติพร้อมนิยามระดับ A/B/C ที่ตัดสินได้ · ผังไหลการคัดเลือกเครื่องเข้า PM · ผลคะแนนรายเครื่องพร้อมระดับที่ได้ · รายชื่อเครื่องที่เข้าข่าย PM · หลักฐานว่าหลายฝ่ายร่วมให้คะแนน · การทำเครื่องหมายที่ตัวเครื่องว่าเป็นเครื่อง PM
ผ่านเมื่อ
เกณฑ์แต่ละมิติมีนิยามที่วัดได้ (เช่น ระดับ A คือเสียแล้วหยุดกระบวนการก่อนและหลัง หรือซ่อมเกิน 4 ชั่วโมง หรือเสียตั้งแต่ 3 ครั้งต่อเดือน) และเครื่องระดับ A กับ B ทุกตัวถูกนำเข้าแผน PM
กับดัก
จัดระดับด้วยความรู้สึกของหัวหน้าช่างคนเดียวโดยไม่มีเกณฑ์เขียนไว้ ทำให้ตอนทบทวนปีถัดไปไม่มีใครอธิบายได้ว่าทำไมเครื่องนี้เป็น A และเกิดการต่อรองระดับกันเองตามภาระงาน
3. นิยามและการจัดระดับความเสียหาย
ต้องมี ต้องทำ
นิยามให้ชัดว่าอะไรนับเป็นความเสียหาย อะไรนับเป็นการหยุดเล็กน้อย และอะไรนับเป็นความเสียหายเชิงกระบวนการ แล้วจัดระดับเป็นใหญ่ กลาง เล็ก ด้วยเกณฑ์ที่ทุกกะใช้เหมือนกัน เพราะถ้านิยามไม่ตรงกัน ตัวเลขทั้งหมดที่ตามมาจะเทียบกันไม่ได้
ต้องมี
นิยามความเสียหายและการหยุดเล็กน้อยเป็นลายลักษณ์อักษร · เกณฑ์แบ่งระดับใหญ่/กลาง/เล็ก (เช่น เวลาหยุด มูลค่าความเสียหาย ผลต่อการส่งมอบ) · นิยามความเสียหายเชิงกระบวนการ · การนำนิยามไปอบรมผู้บันทึกข้อมูลทุกกะ
ผ่านเมื่อ
นิยามครบทั้งสามประเภทและมีเกณฑ์ตัวเลขกำกับ ไม่ใช่คำบรรยายลอย ๆ และมีหลักฐานว่าผู้บันทึกได้รับการอบรมแล้ว
กับดัก
ไม่นิยามการหยุดเล็กน้อย ทำให้แต่ละกะบันทึกไม่เหมือนกัน ตัวเลข minor stop จึงกระโดดขึ้นลงตามคนบันทึกไม่ใช่ตามสภาพเครื่อง
4. ค่าฐานสภาพปัจจุบันเป็นตัวเลข
ต้องมี ต้องทำ
เก็บและสรุปสภาพปัจจุบันออกมาเป็นตัวเลขให้ครบ ทั้งจำนวนครั้ง ความถี่ และความรุนแรงของความเสียหาย จำนวนการหยุดเล็กน้อย MTBF MTTR ต้นทุนบำรุงรักษา และสัดส่วนงานซ่อมฉุกเฉินต่องานทั้งหมด พร้อมแสดงเป็นกราฟแนวโน้ม
ต้องมี
ตารางและกราฟจำนวนความเสียหายและการหยุดเล็กน้อยย้อนหลัง · MTBF และ MTTR รายเครื่องหรือกลุ่มเครื่อง · ความรุนแรงและเวลาหยุดรวม · ต้นทุนบำรุงรักษาแยกตามประเภทค่าใช้จ่าย · อัตราการซ่อมแบบฉุกเฉิน (breakdown maintenance rate)
ผ่านเมื่อ
มีข้อมูลย้อนหลังต่อเนื่องอย่างน้อย 6 ถึง 12 เดือน และแยกตามระดับเครื่องกับระดับความเสียหายได้
กับดัก
ใช้ค่าเฉลี่ยรวมทั้งโรงงานเป็นค่าฐาน ทำให้มองไม่เห็นว่าความเสียหายกระจุกอยู่ที่เครื่องไม่กี่ตัว และเป้าที่ตั้งจึงเฉลี่ยจนไม่ท้าทายสำหรับเครื่องที่แย่ที่สุด
5. เป้าหมายบำรุงรักษาที่ต่างกันตามระดับเครื่องและระดับความเสียหาย
ต้องมี ต้องทำ
ตั้งเป้าจากค่าฐานโดยแยกตามระดับ ไม่ใช่เป้าเดียวใช้กับทุกเครื่อง แนวทางของ JIPM คือเครื่องระดับ A ตั้งเป้าเป็นศูนย์ ระดับ B ลดเหลือหนึ่งในสิบ ระดับ C ลดเหลือครึ่งหนึ่ง ส่วนความเสียหายใหญ่ตั้งเป้าเป็นศูนย์ ระดับกลางเหลือหนึ่งในสิบ ระดับเล็กเหลือครึ่งหนึ่ง
ต้องมี
ตารางเป้าแยกตามระดับเครื่องและระดับความเสียหาย · เป้า MTBF · เป้าอัตราการซ่อมฉุกเฉินและอัตรางานตามรอบ · เป้าเรื่องความเสียหายเชิงกระบวนการ (รั่ว ปนเปื้อน อุดตัน ตั้งเป้าเป็นศูนย์) · วิธีวัดผลและความถี่ในการรายงาน
ผ่านเมื่อ
ทุกเป้ามีค่าฐานกำกับคู่กัน มีวิธีวัดที่ระบุชัด และเป้าของเครื่องระดับ A เข้มกว่าระดับ C จริง
กับดัก
ตั้งเป้าลดความเสียหายลง 30% เท่ากันทุกเครื่อง ซึ่งง่ายเกินไปสำหรับเครื่องที่เสียบ่อยและเป็นไปไม่ได้สำหรับเครื่องที่เสียปีละครั้ง
6. แผนดำเนินงานรายขั้นและการตรวจประเมิน Step 1
ต้องมี ต้องทำ
จัดทำแผนพัฒนาระบบบำรุงรักษาตามแผนเป็นรายขั้น ระบุผู้รับผิดชอบให้ชัด แล้วปิด Step ด้วยการตรวจประเมินสามระดับเช่นเดียวกับ AM โดยการตรวจประเมินของ PM ต้องใช้ความรู้เฉพาะทาง จึงควรให้ผู้บริหารระดับแผนกขึ้นไปเข้าร่วมด้วยเพื่อเป็นโอกาสเรียนรู้
ต้องมี
แผนดำเนินงานรายขั้นพร้อมวันและผู้รับผิดชอบ · ใบตรวจประเมิน Step 1 ที่ให้คะแนนแล้ว · ผลการตรวจทั้งสามระดับพร้อมผู้ตรวจ · หลักฐานความพร้อมที่จะขึ้น Step 2
ผ่านเมื่อ
ผ่านครบทั้งสามระดับตามเกณฑ์ขั้นต่ำ ประเมินตนเอง 90 คะแนน หัวหน้าแผนก 85 คะแนน ผู้บริหารระดับสูง 80 คะแนน
กับดัก
ทำทุกขั้นพร้อมกันเพราะคิดว่าเร็วกว่า ผลคือไม่มีขั้นไหนเสร็จจริง และไม่มีจุดตัดที่ชัดเจนให้ตรวจประเมิน